หลวงปู่คำบ่อ ฐิตปญฺโญ

หลวงปู่คำบ่อ  ฐิตปญฺโญ

หลวงปู่คำบ่อ  ฐิตปญฺโญ
วัดใหม่บ้านตาล  บ้านตาล  ตำบลโคกสี 
อำเภอสว่างแดนดิน  จังวัดสกลนคร
 • •

"อย่าไปคอยเวลานั้นเวลานี้  ชีวิตมีอยู่  โอกาสมีอยู่ให้รีบทำความดีเลย  "

ชีวประวัติ ชาติภูมิ  ปฐมวัย
  นามเดิมที่คุณตาตั้งให้ ชื่อ คำบ่อ นามสกุล พวงสี เกิดวันพุธ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2474 เวลาประมาณ 03.00 น. ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 12 ปีมะแม ณ บ้านตาล ตำบลโคกสี อำเภอ สว่างแดนดิน จังหวัด สกลนคร  บิดา ชื่อ ทอง นามสกุล พวงสี มารดาชื่อภู่ นามสกุล พวงสี มีพี่น้องร่วมกัน 7 ท่านเป็นคนที่ 1   ปฐมวัยของข้าพเจ้าได้เข้าเรียนประถมศึกษาที่ศาลาวัดศรีษะเกษ บ้านตาล ตำบล โคกสี อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัด สกลนคร จบประถมศึกษาปีที่ 4 เมื่อจบประถมศึกษาปีที่ 4 แล้วโยมบิดา มารดา จะให้บวชเป็นสามเณรจึงตอบท่านไปว่า ยังไม่บวชจะอยู่ทำงานไปอีกสักระยะหนึ่งก่อน จึงจะบวช โยมบิดามารดาท่านก็ไม่ว่าอะไรแม้แต่คำเดียว ตั้งแต่วันนั้นข้าพเจ้าก็ทำหน้าที่การงานช่วยบิดามารดาให้ดีที่สุด จะไม่ทำให้ท่านเป็นทุกข์เพราะเราตระกูลนี้ไม่เจริญเพราะเราก็จะไม่ให้เสื่อมเพราะเรา ตระกูลเจริญเพราะเราก็จะไม่ให้เสื่อมเสียเพราะเรา  นี้เป็นความรู้สึกลึก ๆ อยู่ในหัวใจของข้าพเจ้า จนบิดามารดาของข้าพเจ้าไว้เนื้อเชื้อใจจะซื้อจะขายอะไรที่จะต้องใช้เงินทองจำนวนมาก ท่านจะมาถามแถบทุกครั้ง ถ้าข้าพเจ้าตกลงอย่างไร ท่านก็จะเอาอย่างนั้น เพราะความไว้เนื้อเชื้อใจในตัวของข้าพเจ้า ท่านทั้งสองเป็นพุทธมามกะ เลื่อมใสในบวรพระพุทธศาสนาเพราะเชื่อว่าความดีก็มีเหตุ ความชั่วก็เหตุ ความดีก็เกิดจากการกระทำดีนั้น ความชั่วก็เกิดจากการกระทำชั่วนั้น ฉะนั้น ท่านทั้งสองจึงพยายามสร้างความดี ทำความดี ตามกำลังกายกำลังทรัพย์ กำลังปํญญาของท่านจนกระทั่งท่านทั้งสองจากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันกลับ ฉะนั้นตระกูลพวงสีนี้จึงเป็นตระกูลเคารพนับถือบวรพระพุทธศาสนาอย่างไม่ลืมเลือนไปจากหัวใจ ในตระกูลพวงสีนี้ ก็นับว่าโชคดีที่ยึดเอาคำสอนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นหลักปฏิบัติในการครองเรือน จึงทำให้ชีวิตความป็นอยู่ของตระกูลพวงสีพอกินพอใช้ไม่รวยและก็ไม่จนพอมีพอกินตามสภาพคนบ้านนอก

ชีวิตเข้าสู่กาสาวพัสตร์
  เดือน กุมภาพันธ์   พ.ศ. ๒๔๙๕  ปี มะโรง  อายุ ได้ ๒๑ ปี วันนั้นคุณตามาที่บ้านประมาณ ๑ ทุ่ม ท่านถามว่ากินข้าวเสร็จหรือยัง เลยบอกท่านว่ายังท่านเลยบอกให้รีบไปกินข้าว วันนี้จะพาไปมอบนาคที่วัดตาลนิมิต บ้านตาล ตำบล โคกสี อำเภอ สว่างแดนดิน จังหวัด สกลนคร  แบบนี้เขาเรียกว่าแบบจู่โจมไม่ให้รู้ตัวโยมบิดามารดาไปบอกให้ทราบ แต่ข้าพเจ้ากลับรู้สึกดีใจ จะได้หมดหนี้บุญคุณของท่านเสียที หนี้บุญคุณของบิดา มารดา ยังฝังอยู่ในจิตใจไม่หลงลืมตลอดมา ถ้ายังไม่ได้บวชให้ท่านก่อนแล้วก้ไม่แต่งงานเป็นอันขาด  เพราะได้ยินญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ตาของเธอเขาดีใจมากเพราะได้หลานคนแรกเป็นผู้ชาย ท่านบอกว่าท่านไดกำไรแล้ว คำว่ากำไรคงหมายถึงความดีเท่านั้น คำพูดของท่านคำนี้จึงไม่ลืมเลือนไปจากจิตใจของข้าพเจ้าตลอดมาจนกระทั่งทุกวันนี้เมื่อไปอยู่วัดป็นนาคแล้วก็ได้มีเพื่อนคนหนึ่งได้ตามไปเพื่อจะบวชเหมือนกัน เราก็ดีใจเพราะได้เพื่อน เมื่อเพื่อนไปเป็นนาคอยู่ด้วยกันได้ ๓ วันก็มีเรื่องให้แตกกันเนื่องจากหลวงพี่สงฆ์ให้ไปช่วยงานที่บ้าน อำเภอวานรนิวาส จังหวัด สกลนคร ชวนให้ไปด้วยกันแกก็ไม่ไปตามสุขเพราะความมีเพื่อนก็เลยหายไปอย่างง่าย ๆ แต่ข้าพเจ้าได้พูดคุยกับครูบาอาจารย์แล้วก็ต้องไป

  คิดว่าไปไหนก็ต้องมีพระเป็นเพื่อน  ไปหาพระก็ต้องมีพระเป็นเพื่อน  ไปหาคนก็ต้องมีคนเป็นเพื่อน  และไปช่วยสร้างพระอุโบสถที่ยังไม่แล้วเสร็จ  ออกเดินทางประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์  ที่วัดเจริญราษฎร์บำรุง บ้านมาย  อำเภอวานรนิวาส  จังหวัดสกลนคร  มีทั้งหญิง  ชาย  คนหนุ่ม  คนแก่  จำนวนมากช่วยงาน  แต่อยู่ไปประมาณเดือนมีนาคม  ครูบาอาจารย์อาจมองเห็นว่าจะมองว่าใกล้ไฟ    มันร้อนใกล้ค้อนมันเจ็บ  ท่านเลยลัดคิวบวชเป็นสามเณรให้ท่านก็จับบวชเป็นสามเณร ที่โบสถ์น้ำเรียกว่า  อุทกุกเขปสีมา  เป็นสามเณรจนกระทั่งเดือนเมษายนพระอุโบสถที่สร้างก็เสร็จ  ทำพิธีพัทธสีมา  แล้วทำพิธีบวชโดยมีพระมหาเถื่อน  อุชุกโร  เป็นพระอุปัชฌาย์  พระลี  ฐิตธัมโม  เป็นพระกรรมวาจารย์  พระโง่น  โสรโยเป็นพระอนุสาวนาจารย์  เมื่อวันที่ 21 เมษายน  2495 เวลา 09.45 น. ณ วัดเจริญราษฎร์  เสร็จก็เดินทางกลับมาที่วัดตาลนิมิต  อำเภอสว่างแดนดิน  จังหวัดสกลนคร

  ที่วัดตาลนิมิต  ได้ช่วยทำการงาน  ที่ครูบาอาจารย์มีความประสงค์จะทำ  คือ  เริ่มมีการก่อสร้างศาลาการเปรียญหลังใหม่ขึ้น  โดยมีการเลื่อยไม้เอง  แต่ข้อวัตรปฏิบัติอะไรก็มิได้ขาดทุกวันทุกวัน  จนกระทั่งเดือนมีนา-เมษายนนี่แหละ  มีพระอาจารย์อ่อนศรี  ฐานวโร  มากราบคารวะหลวงปู่ลี  อโสโก  ที่เป็นผู้หนึ่งที่ท่านเคารพนับถือ  และเคยอยู่จำพรรษากับท่าน   ท่านจึงมาชวนไปจังหวัดอุบลราชธานี  ในระหว่างพรรษานี้ก็ได้ช่วยงานมีการก่อสร้างภายในวัดจนกระทั่งออกพรรษา ประมาณเดือนกุมภาพันธ์  ว่าจะไปเที่ยวเขาพระวิหารกับอาจารย์อ่อนศรีและเพื่อน ๆ พระเณร ไปด้วยกัน 4 รูป  พอมาถึงตัวจังหวัดอุบลฯ ได้ไปลาเจ้าคณะจังหวัดแล้วพักอยู่ทีวัดสำราญนิวาส  อำเภอวารินชำราบ  ได้มาพบกับพระอาจารย์มุ่ย  ณ วัดนี้ท่านเลยชวนไปจำพรรษาจังหวัดชลบุรี  ที่วัดวิเวการาม   ที่ท่านอาจารย์อรุณท่านอยู่  ท่านไม่มีหมู่เพื่อนเท่าใดนัก  ฉะนั้นทุกคนก็ตกลงไปจังหวัดชลบุรีเพื่อจะอยู่จำพรรษาที่วัดวิเวการามแห่งนี้  

พระพุทธเจ้าปรากฏ 
  ปี พ.ศ.2498 ได้เดินทางไปทางภาคใต้ของประเทศไทย  ไปพักอยู่จังหวัดเพชรบุรี  วัดอุทัยโพราม  กับหลวงปู่สิงห์  ขันตยาคโม พักอยู่ที่นี่ระยะหนึ่งเพื่อจะมีโอกาสได้ฟังโอวาทคำเตือนเกี่ยวกับธรรมวินัยในการประพฤติปฏิบัติเพื่อแสวงหาความพ้นทุกข์  เมื่อได้โอกาสแล้วจึงได้กราบลาท่าน  เดินทางต่อ  ไปจังหวัดกระบี่   พักแรมอยู่ในป่าในจังหวัดกระบี่ประมาณ 1 เดือน   ก็เดินทางต่อไปที่จังหวัดพังงา  เพื่อจะได้พบครูบาอาจารย์  มีหลวงปู่เทสก์  เทสรังสี  แต่ไม่ได้พบ  ท่านมาประชุมงานวันบูรพาจารย์ที่วัดสุทธาวาส   อยู่พังงาประมาณ 1 เดือน   กับพระหลวงพ่อของหลวงปู่เหรียญ  วรลาโภ  ตกลงว่าจะอยู่กับท่าน   ตามคำอาราธนานิมนต์ของศรัทธาญาติโยมที่นั่น  แต่แล้วก็เป็นอนิจจังไปอีก  คือเนื่องจากท่านมหาปิ่น  ชลิโต  ท่านเป็นพระผู้ใหญ่ขอร้องให้ไปอยู่กับท่านที่อำเภอแม่พริก  ท่านก็มองไปมุมหนึ่งของท่าน  เพราะอยู่ที่นี่มีแต่ผู้หญิงมาอุปถัมภ์บำรุง  เช้าก็มา  เย็นก็มา  ค่ำก็มา  เขาดีจริง ๆ ท่านก็กลัวยังงั้นนะที่ว่าภัยนี่  ภัยของนักบวชก็มียังงั้น  ก็เลยตกลงว่าไปอยู่กับท่านอาจารย์มหาปิ่น  แล้วก็อาจารย์มาหาเพิ่ม  รวมเป็น 3 รูป  อยู่ที่นี่นานประมาณ 2-3 เดือนละมัง  จึงได้ไปอยู่ตำบลกะไหล  อำเภอแม่พริก  อยู่ที่กะไหลนี่เลยเป็นไข้มาลาเรียอย่างแรง  จนได้กราบเรียนครูบาอาจารย์ว่าถ้าผมตาย  ให้เผาเลย  ให้เผา  ไม่ต้องบอกให้ทางบ้าน  คือ  บิดา  มารดาของผมทราบเรื่อง  เมื่อเขาทราบแล้วจะเป็นทุกข์  ไปกราบเรียนท่านว่ายังงั้น  เวลาเจ็บป่วยเนี่ย  ใจก็ยิ่งเร่งความพากเพียรทำให้มีกำลังใจจนทำให้ปรากฏเห็นพระพุทธเจ้า พร้อมทั้งพระสาวกเดินมาตามหาดทรายทะเลนั้น เกิดความปีติยินดีเป็นอันมากได้เห็นพระพุทธเจ้า  ไม่ได้หลับนอน  ไม่โกรธมเกลียดให้ใครทั้งนั้น  ใจสบาย  มีแต่อยากจะพูดธรรม  ไม่มีเรื่องอะไรให้ใจกังวล  การรักษา  ตามมีตามได้  ข้อวัตรปฏิบัติ  ก็ไม่ขาดตกบกพร่องอะไร
 
  ที่มันปรากฏขึ้นมานี่ก็เพราะจิตใจเราเองนี้มันเป็นนิมิต  เพราะเราว่าเราต้องตายแน่  ไม่มีที่พึ่งอะไร  นอกเหนือจากพระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์   เลยกลายเป็นภาพนิมิตปรากฏดังกล่าวแล้ว  แล้วก็ไม่ได้ทักทายราศรัยไต่ถามอะไร  เราเห็นว่าเป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็มีความเลื่อมใสศรัทธา  ในนิมิตที่ปรากฏเห็นนั้น  เป็นที่ซาบซึ้งถึงใจจริง ๆ เกิดความเลื่อมใสศรัทธา  ไม่ได้นึกถึงความเจ็บป่วย  ในระยะนั้น  ที่ไม่ได้พักผ่อนหลับนอนหลาย ๆ วัน  เขาจะว่ากันว่ามาลาเลียขึ้นสมองเพราะเราเป็นคนไม่พูดกลับพูดมากขึ้น  ช่วงนั้นเจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราชท่านมาเยี่ยมเยียนพระตั้งแต่ภูเก็ต  พังงา  กระบี่  ได้มาแวะ  ก็ได้ให้การต้อนรับท่าน  ไม่มีอุปสรรคอะไรเกี่ยวกับการเจ็บไข้  เหมือนกับคนไม่ได้เป็นอะไร จากนั้นแล้วจึงพาศรัทธาญาติโยมไปจังหวัดภูเก็ต  รอหลวงปู่เทสก์  เทสรังสี  ท่านมางานบูรพาจารย์ที่จังหวัดสกลนคร  เพื่อจะเข้ารับฟังธรรมโอวาทของท่าน  อยู่วัดไม้ขาวจังหวัดภูเก็ต  จนหลวงปู่กลับจากสกลนครไปวัดไม้ป่าขาว  ได้ฟังธรรม  เป็นคติเตือนใจจากท่านเป็นครั้งแรก  ได้อยู่ทีวัดไม้ขาว  จนกระทั่งญาติโยมจังหวัดชลบุรี  ขออาราธนาให้กลับจังหวัดชลบุรีด้วยกัน  ทั้งหมดที่ไปด้วยกันเลยตกลงกลับจังหวัดชลบุรีในต้นเดือนกรกฎาคม

อดเอาทนเอา 
  กลับจังหวัดชลบุรีในต้นเดือนกรกฎาคม  แล้วมาจำพรรษาอยู่วัดวิเวการาม  ปีแรก ๆ ที่วัดวิเวการาม  ก็ไม่ได้ทำอะไร   ครูบาอาจารย์ท่านพานั่งภาวนาไหว้พระสวดมนต์หกโมงเย็น  แล้วก็ภาวนายันเที่ยงคืน  ฝึกกันอยู่อย่างงั้น  เจ็บปวด  ขาจะขาดจากกัน  บางรูปร้องออกมา  อดเอา  ทนเอา  มันก็ไม่ไหว  อย่างนี้มันฝืนธรรมชาติธรรมดา  มันไม่สงบ  ก็จะให้สงบ  มันไม่เป็น  ก็จะให้เป็น  มันก็ได้ความคิดนะที่อาจารย์พาทำนี่ บางทีมันไม่ได้อะไร  ไม่เกิดปัญญาสงบอะไร  มีแต่คิดเมื่อไรจะพาเลิกสักที  มันไม่อยากนั่งนาน ๆ หรอก สัก 2-3 ชั่วโมง  ยังพอไหว  ยังดี  อดเอาทนเอา  พรรษาที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ก็ยังไม่รู้เรื่อง  แต่ก็ทำกิจวัตรอยู่อย่างนั้น  ไม่ลดละอะไร  แต่ไม่เกิดปัญญาอะไร  พอไปเห็นการนั่งนาน ๆ นี่บางองค์บางท่านสังขารร่างกายไม่อำนวย  ความทุกข์มันเกิดจากอุปาทานทางจิตใจว่ามันเจ็บปวด  มันปล่อยวางไม่ได้  เข้าสู่ความสงบไม่ได้  จึงร้องออกมาโดยไม่ตั้งใจ  เราเกิดความคิดที่มันก็อาจเป็นบาปมั่งละ  เพราะไปตำหนิครูอาจารย์  เอ๊…ทำไมท่านไม่ประมาณสังขาร  ร่างกายก็เฒ่าแก่กันแล้ว  สมาธิก็ทำกันไม่เป็น  พุทโธไปงั้น  ไม่รู้ว่าทำเพื่ออะไร  ครูบาอาจารย์บอกให้นั่งมือขวาทับมือซ้าย  ตั้งกายให้ตรง  ดำรงสติให้มั่น  อยู่ในอารมณ์คือพุทโธ  กำหนดลมรู้ลมสั้นยาว ฯลฯ
 
  สมัยอยู่กับหลวงปู่ลี  อโสโก  เดินจงกรมไม่หยุดจนเที่ยงคืน  แทบยกขาไม่ขึ้น  แต่ไม่รู้เดินเพื่ออะไร  รู้แต่เอาบุญ  แม้แต่การบวชตอนแรกก็เพื่อตอบแทนบุญคุณปู่ย่าตายาย    เพราะท่านประสงค์จะให้บวช  ก็คิดว่าห่มเหลืองโกนหัวโล้นก็เป็นพระ  ที่จริงแล้วไม่ใช่  เพราะเราไม่รู้ว่าการเป็นพระนี่อยู่ที่ไหน  ในระหว่างอยู่ในช่วงนี้  คือปี 2497-2499 นี้  มีปัญหาเกิดขึ้นกับชีวิต  หมายถึง  ชีวิตพรหมจรรย์  คือ มีคนอยากสึกให้เตรียมกางเกง  เสื้อ  และอื่น ๆ ต้องการอยากจะให้สึกไปจับจองที่ดินที่ยังเป็นป่ารกร้างว่างเปล่าไม่มีเจ้าของ  แถวแหลมฉบัง  พัทยา  บางพระ  เขาเขียว  แถวนั้นเป็นป่าใครเข้าใกล้ไม่ได้ไข้มาลาเลียกินแทบตาย  เราต่อสู้กับความอยากอย่างเดียว  อยากมีอยากเป็นอดข้าวอดน้ำต่อสู้  หลังฉันข้าวเช้าแล้วจะไม่นอน  ตั้งใจสู้  โดยนั่งสมาธิอีก 3 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ  จนถึง 6 ชั่งโมง  ไม่ได้อะไรได้แต่ความอดทน  ต่อสู้กับความคิดอย่างเดียว  ต่อสู้กับความอยากจะไปเอาโน่นเอานี่  เป็นเครื่องกระตุ้นจิตใจ  ว่าอยู่บ้านพ่อแม่ก็ไม่อดยากอยู่แล้ว  แล้วจะไปเอาทำไม  อย่างที่สอง  ไม่ไว้ใจตัวเองว่า  ถ้าเราสึกไปเราต้องทำบาปแน่ ๆ สาหัสสากรรจ์  ทบทวนดู  โลกภายนอกมันมีแต่เรื่องชวนล่อไปลงนรก  ความอยากสึกกับความไม่อยากสึกนี่มันต่อสู้กันอยู่ประมาณเป็นปี  ความยินดีพอใจนั่นแหละมันต่อสู้กันอยู่อย่างนั้น  ผลสุดท้ายก็แก้ไขแนวความคิดอันนี้ผ่านพ้นไปได้  คือหมดยากความอยากได้นี่หมดไป เจ้าคุณวัดบวรมงคล  ท่านนิมนต์ให้มาศึกษาในกรุงเทพฯ  จะเข้ามาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ  ก็ตัดสินใจไม่เรียน  ถ้าเรียนก็จะต้องสึกแน่

เดินทางหาธรรม
  จนกระทั่งปี 2501 จึงได้ออกเดินทางไปเที่ยววิเวก  มีสหธรรมมิก  สหายธรรม  ก็ว่าได้  ไปด้วยกัน 2 องค์  ไปจังหวัดระยอง  ก็ไปพักอยู่วัดจุฬามณี  กับอาจารย์มหาเชย  อยู่เดือนสองเดือน  ก็ออกไปแล้วไปพักอีกที่หนึ่งคือ  อำเภอแกลง  จังหวัดระยอง  แต่ว่ามีหลวงตาองค์หนึ่งอยู่ที่นั่น  ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิดไป  เมื่อเห็นท่านไม่เอื้อเฟื้อต่อพระธรรมวินัย  มีแต่ความอยากได้อยากมี  พอคนให้ทานมานี่  มีแต่ตะกละตะกาม  อยากจะเอา  มีญาติโยมตำหนิติเตียนว่าเอาเงินทองไปเลียงลูกหลาน  เลยสลดใจเมื่อเห็นความประพฤติ  การเป็นนักบวชมิใช่บวชมาเพื่อสะสมสิ่งเหล่านี้  พระพุทธเจ้าสอนให้ละ  แต่เรามาสะสม  ก็เห็นว่ามันไม่ถูก  เห็นว่ามันไม่ดี  ไม่ได้ตำหนิติเตียนท่าน  แต่มีความสลดสังเวชในจิตใจ  อันนี้มันเป็นเรื่องของใครของมัน  เหตุนี้จึงอยู่ในสถานที่นี้ไม่ได้  จึงขึ้นรถไปจันทบุรี  ไปอยู่วัดป่าคลองกุ้ง  สมัยนั้นมีพระครูสันต์เป็นเจ้าอาวาส  ได้ถือว่าเป็นครูบาอาจารย์  ในฐานะที่ท่านมีพรรษาอายุมากกว่า  ว่าจะไปดูข้อวัตรปฏิบัติกับท่านเหมือนกัน  ได้พักอยู่ที่นั่นประมาณหนึ่งเดือน  จึงเดินทางไปจังหวัดตราด  ไปอยู่เกาะกูด  ญาติโยมสร้างเป็นที่พักสงฆ์อยู่ก็สงบดี   เรื่องบิณฑบาต  เสนาสนะพร้อม  พออาศัยอยู่ได้เป็นสัปปายะได้

  ที่นี้อาจารย์มหาเชย  ท่านเป็นผู้มีพรรษาอายุมาก  ท่านเป็นนักพูด  เป็นนักคิด  ท่านไม่พอใจที่จะอยู่ที่นั้น  จึงพาไปอยู่เกาะช้าง  ปี 2501 เนื่องจากเกรงว่าจะไปกีดขวางในการคิดการพูดยองเขา  จะทำให้ขำม่เกิดความเจริญในศรัทธาเลื่อมใสของโยม  ที่นั่นมีโยมทำกระต๊อบอยู่  อาหาร  เสนาสนะ  ก็สัปปายะ  บุคคลก็สัปปายะดีไม่มีอะไร  เป็นที่สบายใจดี  แต่ความไม่รู้ธรรมเห็นธรรมของเรานี่ก็ยังไม่สิ้นสุดล่ะ  พออยู่ไปอยู่ไปมันก็อยากไปต่อ  อยู่เกาะช้างได้ประมาณ 2 เดือน  ท่านจึงชวนกลับ  ที่นี้จะมาวัดป่าคลองกุ้ง  แต่ท่านอาจารย์มหาเชยไม่อยากมา  จึงแยกทางกัน  ท่านไป  จ.ระยอง  รู้สึกว่าจะสร้างวัดที่นี่อยู่จนมรณภาพไป  เรามาพักทีวัดป่าคลองกุ้งเนื่องจากเห็นท่านเป็นครูบาอาจารย์  พอสมควรแล้วจึงไปหาท่านพ่อลีที่วัดอโศการาม  สมัยนั้นกำลังฉลอง 25 พุทธศตวรรษ  มีการจัดงานมโหฬาร  แต่ขณะเราลงไปงานเลิกไปแล้วมีหลวงพ่อเฟื่อง  อาจารย์สนั่น  อาจารย์บุญทัน  ท่านธรรมรัตน์ก็อยู่ที่นั่นในเวลานั้นในระยะหนึ่ง  จะเป็นหนึ่งถึงสองเดือนนี่แหละ  ก็เลยชวนกันกับอาจารย์บุญทัน  และมีพระอีกองค์หนึ่งชื่อธงชัย  ท่านอยากให้ไปอยู่ที่วัดป่าช้าจีน  แต่ได้ไปพักที่วัดเขาหน้าผาที่พระธงชัยพักอยู่ในระยะหนึ่ง  ประมาณ 15 วัน  ดู ๆ แล้วคิดว่าถ้าอยู่ไปจะทำให้จิตใจไม่เจริญก้าวหน้า  เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมมันไม่ค่อยดี  จึงมาอยู่ที่นครสวรรค์  พระธงชัยที่นิมนต์ไปป่าช้าจีนก็มาสึกในภายหลัง
 
  มาถึงนครสวรรค์ไม่พอใจที่จะอยู่สถานที่นี้  จึงชวนกันกับอาจารย์บุญทัน  โดยนัดกันที่จังหวัดลำปาง  ท่านจะไปรถไฟ  เราจะไปรถยนต์เจอกันที่นั่น  แต่ท่านไม่ได้ไปทานไปอยู่ปราจีนบุรี  เราก็เดินทางไปบวชนาคที่จังหวัดตาก  บวชนาคแล้วพักอยู่ 1 สัปดาห์  จึงเดินทางต่อไปที่อำเภอเถิน  ที่วัดป่านันทนาราม  หลวงปู่เหรียญ  หลวงปู่หลอด  หลวงปู่อ่อน  ท่านเคยอยู่ที่นี่มาก่อน  เจออาจารย์สนั่นที่นั่นอีกเลยชวนกันอยู่  เพราะท่านพ่อลี  บอกให้อยู่นี่เพื่อสงเคราะห์ญาติโยม  มีเจ้าน้อยเมืองดี  พ่อมอย  กำนันมุ้ยเป็นโยมอุปถัมภ์ที่วัดนี้ก็ไปอยู่จำพรรษาร่วมกันกับอาจารย์สนั่น  ท่านจันยา  ท่านสงัด  หลวงพ่อหาญ  พระต่างและสามเณรคำ  จำพรรษารวมกัน 7 รูป  ที่ อ.เถิน ปี 5201 ที่นั่น

เหลือแต่กระดูก 
  พอออกพรรษาแล้วก็มาพักวิเวกแถวดอนต้อก ที่นี้และที่ได้ทำความเพียงโดยมีพระที่ไปด้วยกัน ท่านทำกายนุปัสสนาสสติปัฐาน เห็นร่างกายเป็นตัสวเปื่อยเน่าชำรุดทุดโทรม กำหนดไปตามคำสัญญาที่ครูอาจารย์แนะนำว่าให้พิจารณาอสุภะ เลยปราฎกเห็นเหลือแต่โครงกระดูก ท่านมองเห็นอย่างนั้นตลอดเวลาท่านกลัวตายมากท่านเลยมาหาท่านมีแต่โครงกระดูกไม่มีเนื้อหนัง ท่านได้สำคัญไปตามความคิดเห็นว่ามันเป็นจริงๆ เลยกว่าตายจึงคิดหาอุบายแก้ช่วยเหลือ จึงเรียกแพระมาด้วยกัน 3 องค์ เพื่อเป็นสักขีพยานในการที่ท่านรู้ ท่านเห็น ท่านมี ท่านเป็น ว่าขณะนี้ท่านมีโครงกระดูกไม่มีเนือหนังและกลัวตาย พอมาดูแล้วก็ยิ่งตรงไหนมันก็จะเจ็บที่สุดเลยให้พระหยิกที่โคนขาแรงๆ ไม่ต้องกลัวมันขาด ให้หยิกแรงๆ ร้องอ๊ากเลย นี้! คนตายแล้ว เหรอพอหยิกข้าจริงๆ  แล้วความรู้สึกมันก็เกิดขึ้นมา ถึงจะลืมตาขึ้นมามันก็เห็นอยู่แค่กระดูกนะ ลืมตานะไม่ใช่หลั้บตา สำหรับท่านที่รู้แล้ว  ท่านที่เห็นนะพอรู้สึกเจ็บแล้วก้นั้นแหละก็รู้สึกว่ามีเนื้อหนังแล้วเหมือนเดิม เมื่อปรากฏความเป็นจริงอย่างนี้เล้ว ท่านจึงยอ้มนับถือเราเป็นครูเป็นอาจารย์ เครานับถือจนท่านตายจากเราไป

  อันนี้ส่อให้เห็นถึงสัจธรรม อันสัญญาที่ปรุงแต่มันเกิดขึ้นมา เวลาจิตรใจมันเงียบระงับ แล้วน้อมจิต เวลาจิตมันเบาแล้วน้อมไปทางใหนก็ได้เหมือของเบายกไปใหนก็ไม่หนัก มันเลยเป็นไปตามสัญญาที่ปรุงขึ้นแงขึ้น จิตมันอ่อนแล้วน้อมแล้วยังไงก็เปนไปตามอาการของจิตนั้นๆแต่มันเป็นเฉพาะตนเองไม่เกี้ยวกับคนอื่นเขาก็ไม่รู้ไม่เห็นด้วย เป็นเฉพาะคนที่มีจิตอ่อนล้าน้อมกันไปกับอาการนี้นๆ แต่รู้สึกเหมือนันที่เห็นขนาดนี้ คำว่าสมุทัย เป็นเหตุให้สุขภาพเกิดความทุกมันก็เกิดจากการปรุงแต่งนั้นเอง แต่งดีก็เสียก็ได้ อันนี้ให้พิจราณาดู จิตสงบแล้วน้อมไป ดีน้อมไปทางเสียก็ได้เสียข้อสำคัญที่สุดคือสติปัญญา ถ้าขาดสติปัญญาในความรู้เห็น  ความมี  ความเป็นแล้วอาจคล้อยตามมันไปตามมันในทางที่ผิดก็ได้
 
  บางครั้งมันก็โน้มไปในทางที่ดีบางและไม่ดีบาง เรื่องของจิตก็เป็นก็เป็นหลักสำคัญที่ประพฤติปฏิบัติจึงควรศึกษากายกับจิตของเราให้มา ศึกษาสิ่งที่มันเกิดผิดมันถูกนี้แหละ  มันดีมันเลวนี้แหละ เราจะมีปัญญาได้ในสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้ามันไม่เกิดอย่างนี้มันก็ไม่มีปัญญา เราก็ไม่รู้ว่ามันผิด มันถูกสิ่งที่มันผิดมันถูกทำให้คนฉลาด มีสติปัญญา แก้ปัญญาชีวิตอย่างราบรื่นขึ้นไปได้อย่างหมดปัญญาหาไปเลย เพราะความรู้ความเข้าใจในอรรถในธรรมนั้นๆ แจ่ม แจ้งด้วยสติปัญญาของเราเอง     จากนั้นจึงช่วยให้ท่าน

พระถ้ำ
  จากนั้นจึงไปช่วยงานพ่อลี ถ้าถ้ำพระสบาย อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปางท่านไปจัดงานฉลองพระเจดีย์ ฉลองถ้ำทางท่านการพัฒนาจนเสร็จสิ้นงานที่แล้งก็ขึ้นไปเชียงใหม่ ได้พักที่วัดสันติธรรมกับหลวงปู่สิม พุทธจาโรพักกับท่านนี้นาน แม้จะออกไปเที่ยววิเวก ในสถานที่ต่างๆ เช่น อำเภอแม่แตง ไปฟังโอวาสธรรม  อุบายธรรมจากหลวงปู่แหวนที่วัดป่าบ้านปง  บางครั้งก็พักกับหลวงปู่ตื้อ  อจลธัมโม  วัดปากทางแม่แตง  เพื่อรับฟังอุบายธรรมคำสอนของท่าน  แล้วจึงกลับไปกลับมา  โดยอยู่ที่วัดสันติธรรมนี้เป็นหลัก  หลวงปู่สิมท่านได้ออกไปวิเวกที่ถ้ำเปียงประจำ  ได้ติดตามท่านไปแสวงหาโมกขธรรม  มีพระที่ติดตามกันไปบ่อย ๆ คือ พระอาจารย์ทองสุก  อุตตรปัญโญ

  ปีที่อยู่ปากเปียง  อยู่ในรูก็ไม่เท่าไร  พอออกนอกถ้ำก็หนาว  ปีนั้นหนาวมาก  ต้นกล้วยไม้ตายไหม้เป็นทิวหมด  มีแต่ผ้าบาง ๆ หาไม้ฟื้นมาไว้  แต่หาโยมจุดไฟให้ก็ไม่มีนอนกับฟาก  ไม้ไผ่สับผูกเป็นแผ่น ๆ เอาผ้าปูนั่งปู  เสื่อก็ไม่มี  พอหนาวก็ดิ้นผ้าหายหมด  นั่งกอดเข่าก็แล้ว  นั่งสมาธิก็ไม่หายหนาวหรือหายชั่วคราว  ธรรมชาติมันบังคับอยู่นั่งคอยเมื่อไรมันจะสว่างซักทีจะได้หายหนาว  ความง่วงเหงาหาวนอนจะได้หาย จะได้ไปบิณฑบาต  เหมือนมันนานจริงๆนะ ช่วงนั้นกลางคือจะนานกว่ากลางวัน อยู่นานๆหนาวไป หนาวไป จนชิน ไม่ตายหลอก มีอาจารย์สุบินจากจังหวัดจันทบุรีช่วยกันปั้นพระพุทธรูปที่นี่ เราอยู่ที่ปากเปียงได้ 4 เดือน
 
  ปี 2502 จึงมาจำพรรษาที่ปี 2502 จึงมาจำพรรษาที่ถ้ำแดนสวรรค์ ที่อำเภอเชียงดาวนั่นเอง แต่คนละแห่งที่ถ้ำปากเปียง เป็นที่ทุรกันดารมาก ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 9 กิโลเมตร  มาบิณฑบาตลำบาก  ต้องอาศัยบารมีญาติโยมส่งเสบียงอาหาร  มีชีพราหมณ์ไปอยู่ด้วยเพื่อทำอาหารถวายพระ  ปีนั้นมีพระ 3 รูป มีพระอาจารย์แขนดำเป็นหัวหน้า  แล้วก็เรา  ท่านทองสุกแล้วก็มีชีพราหมณ์ มีชีอยู่ 3- 4 คน  แล้วพราหมณ์ชายนุ่งขาว 3 คน ไปอยู่ด้วยกันทำอาหารกินเอง  โดยเขาส่งเสบียงไปให้  แม่น้ำปิงไหลผ่านข้ามไปมายาก ถ้าบารมีไม่มีจริงๆ ตายแน่  ยังดีที่โยมอุปถัมภ์กันนั้นมีวาสนาบารมีพอสมควร  ในอำเภอเชียงดาว  นั่นก็คือผู้ช่วยจกำนันที่เชียงดาวนั่นแหละคนหนึ่ง  และโยมในเชียงดาวนั้นเป็นผู้นำเสบียงอาหารไปส่งบางอย่างก็ต้องจ้างเขาเข้าไป  ถ้ามัมรีบด่านเท่าไหร่ก็ต้องเสียเงินให้เขา  แต่พวกที่เป็นกำลังใจอยู่ในเมืองก็มีเช่น คุณนายกิมเฮียง  มีดยมโสฬสลูกสาวแม่เลี้ยงเต่าส่งปัจจัยไทยทานนี้ไปช่วยเหลือ  เรื่องปัจจัยสี่จึงพออยู่ได้  เพราะมันเป็นที่กันดารมาก  อยู่ถ้ำแดนสรรค์ลงไปอาบน้ำห่างไป 4 กม.  เดินกลับขึ้นมาเหงื่อแตกเหมือนเดิม  แต่ยังดีกว่าไม่ได้อาบ  ญาติโยมจึงซื้อแท็งก์สังกะสีขึ้นไปถวาย 5-6 ใบ
 
  อยู่ที่นั้นโยมเชียงใหม่  ลำปาง  ส่งเงินไปซื้อสังกะสีไปมุง  ซื้อแท็งก์ไปถวาย  มันก็มีปัญหา  โยมก็โยมเคยอุปถัมภ์  สมัยเราอยู่ถ้ำปากเปียงนั่นแหละแกก็ไปพูดคุยกัน  แม่ชีได้ยินมา  เกิดทะเลาะกับโยมนี่อีก  เราว่าจะทะเลาะกับเขาทำไมเรากินข้าวเขาอยู่  แกก็แก้ตัวไปเรื่อยๆ “โอ้ย  มันไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายหรอกโยม”  เราก็แก้ไขไปเรื่อยๆ  อาตมาไม่ใช่พระตาย  ได้ยินอยู่นี่คนนึงพูดอยู่ในฝาอีกคนฟังนอกฝา  อาตมาก็ดูอยู่ไม่ใช่ตาบอดถ้าจะทำให้เป็นเรื่องใหญ่ก็ใหญ่ได้  เรื่องเล็กก็ทำได้นะ เราอยู่ในถ้ำนี้ได้สี่เดือน  ไม่ได้ออกไปไหนมาไหนนะ  ไม่ได้ออกไปเที่ยวเดินตามป่าอะไร  อยู่ในถ้ำตลอด สบายดี  ทำแค่อยู่หลังพระพุทธรูปอยู่สี่เดือน  ตัวเหลืองเป็นกบซีดหมด   การอยู่ในถ้ำแดนสรรค์แห่งนี้ได้สติปัญญา  ได้ความรู้ความเข้าใจในอรรถธรรมบางสิ่งบางอย่างพอสมควรนะ  ได้ความสงบดี  มันเกิดความรู้ขึ้นมาว่า  คนนี่นะดีก็มี  ชั่วก็มี  ไม่ต้องสนใจเขา  เอาตัวเรา เราทำดีไว้เป็นที่พึ่งของเรา  คนอื่นเขาจะมีความรู้ความเห็นยังไงก็ตาม  มันเป็นเรื่องของเขา  เหมือนเพื่อนองค์นี้  อาจราย์แขนดำ  สหธรรมมิก ท่านเขียนประวัติของท่านนะ  ท่านว่าสมัยอยู่จังหวัดชุมพร  ได้สร้างพระพุทธรูปปางประทานพร  ใหญ่สุดบนเขา  มีนายควงอภัยวงศ์  เป็นประธาน  ท่านเล่าประวัติว่าเคยเหาะได้  เหาะจนชนเพดานบ้าง  มีคนโน้นคนนี้รู้เห็นบ้าง  เราก็ห้าม  โอ๊ย!  อย่าไปเขียนเลย  เหมือนควายจะถ่ายแล้วยกหางตัวเอง  ไม่เข้าท่า  เหมือนยกเรื่องของตนมา ว่ามีอย่างนั้นอย่างนี้  แกก็ไม่ฟัง  เถียงว่าพระพุทธเจ้ายังเอามาพูดได้  ไม่ฟังเสียงคณะที่เตือน

  เราก็ปล่อย  ไม่ใช่เรื่องของเรา  เราก็สบายมีความสุข  มันตัวใครตัวมัน  ถ้าเราเอาเรื่องของคนอื่นมายุ่ง  เราจะทุกข์ตลอดไปในโลกสงสาร  เพราะมันมีปัญหาตลอด   เราก็คิดให้มันเป็นปัญญา  พูดให้มีปัญญา  เราก็อยู่ได้สบาย  ไม่เอาเรื่องใครมาเป็นปัญหา  พยายามแก้ไขตนเองตลอด  เลยสงบสงัดอยู่ด้วยความเยือกเย็น  ใครจะร้อนเป็นไฟเราก็ไม่สนใจอะไร  โยมของอาจารย์แขนดำทำหนังสือมาแจกว่าเหาะเหินได้  แบบที่เราห้ามแล้ว  ก็ไม่ฟัง  จนมาแจกที่กรุงเทพ ฯ ท่านพ่อลีเลยประชุมสงฆ์อบอกคำพูดนี้แม้จะเป็นความจริงก็เรื่องของท่าน  พูดความจริงก็อาบัติปาจิตตีย์  ถ้าเท็จเป็นอวดอุตตรมนุสสธรรม  ที่ไม่มีในตนต้องปรับอาบัติปาราชิกไปเลย  พวกเจ้าคุณวัดสัมพันธวงศ์บ้าง  วัดบวรฯ บ้าง  ว่าให้ท่านจนท่านต้องสึกไปเลย  หายเงียบไปเลย  นึกว่าตาย  อ้าว! ไปบวชเป็นมหานิกาย ไม่เข้ากับใครเหมือนกัน   เป็นศาสดาอยู่องค์เดียว  มาเจอกันตอนเผาสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ  สมเด็จพระสังฆราช  จวน  อุฏฐายี  และมาชวนลงใต้บอกไม่อด  มาอยู่กับเย้าเราว่าคนจนก็อยู่ได้  อยู่กับวัวกับควาย  กับหมู  กับหมา ได้ทั้งนั้นแหละ  ถ้ามันจะเป็นพระพุทธเจ้าคงเป็นไปแล้วละ  ท่านก็ยังอยู่ในโลกนี่เหมือนกัน  คนรวยคนจนมีอยู่  มันจะเป็นก็ต้องมีเหตุ  จะเป็นยาง  กระเหรี่ยง  อะไรก็อยู่ที่จิตใจใครจิตใจมัน  ก็ได้พูดกันสนุกสนานกันไป

  เรายังไม่หมดยังต้องอยู่บนเขากับอีก้อ  มูเซอต่อ  เหตุที่เราได้ความสุขคือ  เราไม่ยุ่งกับคนอื่นก็เลยสุขอยู่อย่างนี้  ลองดูสิเรื่องของสัตว์โลก  จะให้ฉลาดมีสติปัญญา  รวย  รุ่งเรือง  เหมือนกันหมดมันไม่มี  จะไปเคี่ยวเข็ญให้มันมีได้ไง  ทำไมเรียนด้วยกันมันจึงไม่ได้ดอกเตอร์เหมือนกันหมดละ  เรียนทำไมแค่ปริญญาตรี  ถ้าเราไปคิดละก็ยุ่งไปหมดแหละ   เพราะเราไม่รู้จักเหตุปัจจัยของสัตว์โลกว่า  มันมีวาสนาบารมีที่ทำมาต่างกัน  มันจึงมีปัญหามีความคิดเห็นผิดแผกแตกต่าง  ปัญหามีได้เพราะขาดความรู้ที่ถูกต้องนั่นแหละ
 
ตามรอยครูบาอาจารย์
  ทีนี้ขึ้นไปที่ตำบลโหล่งขอด  เป็นที่ราบลุ่มน้ำแม่งัด  แม่ขอดไหลมาท่วมรวมกัน  แต่หายเร็วลงไปหาลำห้วย หลวงปู่ขาว หลวงปู่มั่นหลวงปู่พรหม หลวงปู่ชอบ หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่เทสก์ หลวงปู่หลายๆองค์แหละเคยไปอยู่  เป็นศูนย์กลางที่ครูบาอาจารย์อยู่ปฏิบัติ  แถวโหล่งขอดนี่มันเกิดความสงบ  จิตใจมีปิติสรัทธาแรงกล้า  ที่นี่หลวงปู่พรหมท่านกล่าวว่าจะไม่นอนสามเดือน  หลวงปู่มั่นห้ามไม่ให้ทำ  เพราะธาตุขันธ์ต้องพักผ่อนหลวงปู่ขาวว่าเดินจงกรมที่นี่เบาเหมือนบนอากาศไม่ง่วงเหงาหาวนอน
 
  ญาติโยมทำกุฏิให้อยู่กับท่านทองสุก  สององค์  เอากระสอบปูนมากั้นเป็นฝา  ไม้ขัดเป็นฝาตามะกอก  แต่โหล่งขอดนี้มันไม่เหมือนสมัยที่หลวงปู่  ครูบาอาจารย์มาปฏิบัติ  หลวงปู่บ้านตาดให้เราพาไปดูดอยนะโม  แต่สมัยก่อนความหมายคือด้อยน้ำมัว  น้ำมันจะขาวขุ่น มัว ที่ตรงนี้นะ  หรือที่ชาวบ้านเขาเรียกว่าบ้านมะเข้า  หลวงปู่ท่านไปบิณฑบาตที่นี่เวลาแม่ปั๋งมันเอ่อล้นมานี่ข้าวไม่ได้กิน  เราก็เคยอด  ต้องทำขัว (สะพานทำจากต้นไม้ไช้พาดระหว่างสองสองฟากฝั่ง)ข้ามไป  ถ้าน้ำมาขัวพัง ก็กินลมกินอากาศไปก่อน  ที่นี่มีวัดเก่าเยอะ เช่น  วัดดงมะไฟ  เป็นจุดพักของครูบาอาจารย์  จะไป  อำเภอพร้าวก็ไปบ้านปง  ก็ต้องผ่านทางนี้แทบทุกองค์  หลวงปู่ครูบาอาจารย์ที่ขึ้นเชียงใหม่ต้องผ่านตรงนี้แทบทุกองค์แหละ  จะไปป่าเมียงแม่สายก็ขึ้นไปจากนี้องค์สำคัญๆหลายองค์ทีเดียว  ก็ได้อาศัยยายสมนี่แหละ  ยายสมนี้เคยอุปัฏฐากเราจนตายจากนั่นแหละอายุแกมากอุปัฏฐากสมัยหลวงปู่พรหม  หลวงปู่ขาว  เรายังพาแกมาอยู่ที่นี่ (บ้านตาล)เป็นเดือน ในปี  2510

  มาพักอยู่ที่นี่ประมาณเกือบสองเดือน  บังเอิญโยมกับอาจารย์มหาสุดมานิมนต์  พร้อมทั้งรับพระพุทธรูปที่เขาขุดได้หน้าตัก  ประมาณ  9 นิ้วเป็นพระสิงห์หนึ่งก็จะนำไปไว้ป่าเมี่ยงแม่สาย  ในระยะนั้นเราป่วยเป็นไข้เดินทางขึ้นเขากับอาจารย์ทองสุก  เดินไม่ทันเขา  พวกโยมไปก่อนเราตามหลัง  รู้สึกหมดแรงซะจริงๆเดินแค่ขนาดเส้นหนึ่งก็ต้องหยุด  แรกๆก็ไปได้ไกลอยู่  แต่พอขึ้นเขาไปเรื่อยๆ  ก็หมดแรงไปเรื่อยๆ  หายใจได้ไม่อิ่มไม่เต็มปอด  เลยบอกท่านทองสุกว่าตายที่ไหนก็ฝังหรือเผาเลยไม่ต้องทำให้ลำบาก  เป็นอันว่าจบกันไป  จะพยายามเดินทางตั้งแต่เช้าจนเกือบหกโมงเย็น  พยายามเดินไปพักที่ละนิดๆความเพียร  ความพยายามนี่ก็ไปจนถึงสำนักที่พักสงฆ์ป่าเมี่ยงแม่สายจนได้  เกือบถึงมืดน่ะแหละ  ก็เป็นที่อยู่ของครูบาอาจารย์ที่เมตตาสงเคราะห์อนุเคราะห์  ยายคนนี้ชื่อ  แม่สม  เป็นผู้มีเจตนาศรัทธาแรงกล้า  สามารถอุปถัมภ์บำรุงครูบาอาจารย์ตั้งแต่สมัยหลวงปู่พรหม  หลวงปู่ขาว  หลวงปู่พรหม เคยจำพรรษาที่นี่เพื่อสงเคราะห์ยายคนนี้ให้ออกจากการถือภูตผีปีศาจเป็นสรณะที่พึ่งมาถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะที่พึ่ง
 
  สิ่งที่เขาถือนี่ก็มีความขลัง  ศักดิ์สิทธิ์หรือยังไงก็ลองคิดดูว่าเวลาหลวงปู่นำหิ้งผีเขาไปล่องน้ำแม่สายทิ้งไปแล้วนี่  ลูกสาวของยายเกิดเป็นลมชักน้ำลายฟูมปาก  จนญาติพี่น้องร้องไห้กลัวหลานตายใครเห็นก็ร้องไห้เอาหิ้งกลับคืนมา  เพื่อจะให้ลูกสาวของยายสมพ้นจากความตายแต่ยายก็ตัดสินใจเด็ดขาดตายเป็นตายครูบาอาจารย์ท่านได้ทำแล้วก็ไม่ได้เป็นห่วงอีก  เมื่อยายตัดสินใจไม่เอาคืนเด็ดขาดตายก็ตายไป  ผลสุดท้ายลูกขอยายกลับฟื้นคืนมาจนเป็นปกติ  นี่เป็นยุคสมัยที่หลวงปู่ขาว  หลวงปู่พรหมไปเมตตายายคนนี้  สถานที่นี้ก็มีหลวงปู่มั่น  หลวงปู่ตื้อ  หลวงปู่ขาว  หลวงปู่พรหม  หลวงปู่ชอบ  หลวงปู่แหวน  หลวงปู่เทสก์  เคยไปพักปฏิบัติธรรมในยุคสมัยนั้น  หลังจากนั้นแล้วเมื่อหลวงปู่ครูบาอาจารย์ออกจากที่นั่นมาก็ได้กลายเป็นวัดไม่มีพระ

  จนกระทั่งมีอาจารย์มหาสุดมาอยู่และจนปี  2503  ช่วงหลังจากที่ท่านพ่อลีอาพาธ  แล้วเราได้มาปฏิบัติท่านอยู่ที่วัดสันติธรรม  จนท่านไปพักที่โรงพยาบาลนพรัตน์แล้ว  เรากับอาจารย์ทองสุกได้มาอยู่ด้วย  สมัยนั้นมีป่ามีสัตว์หนาแน่น เก้งก็มาอาศัยอยู่ตามบริเวณ  ไก่ป่าก็มาอาศัยอยู่ในบริเวณนั้น  พวกชะนีก็มีร้องสนั่น  หวั่นไหวพวกหมีก็ยังมีมากเพราะไม่ถูกทำลายในสถานที่นี้ก็สงบสงัด  จะถือว่าเป็น  เรื่องเฉพาะตัวก็ได้  ทำจิตใจให้สบายมีแต่ผู้แสวงหาความสงบสงัดด้วยกัน  จึงเป็น  กัลป์ยาณธรรมอยู่ด้วยความผาสุก  ไม่มีปํญหา  และอุปสรรคใดๆ ก็เป็นที่เคารพนับถือของ  คนในบริเวณนั้นหลายแห่ง  ปางเจดีย์  ปางมะก๊าด  ปางแม่สูน  ยังสามารถมาทำบุญให้ทานได้  บางวันก็มาส่งอาหารบิณฑบาตก็ยังได้  บางครั้งไม่ใช่ทุกวันนะ  ถ้ามีงานเขาก็ร่วมงานได้  เพราะความศรัทธาเลื่อมใสในพระป่า ในสถานที่แห่งนี้ก็นับว่าได้สัปปายะอีกแห่งหนึ่งคือ  เสนาสนะสัปปายะ  ธรรมสัปปายะ  อาหารสัปปายะ  ได้ความรู้ความเข้าใจในการประพฤติปฏิบัติฝึกหัดอบรมจิตใจได้ด้วยความพากเพียรในการฝึกหัดตนก็ทนเลี้ยงชีวิตอยู่ได้ไม่ฝืดเคืองนัก  ไม่ฟุ่มเฟือยนัก

 

นิมิต
  พวกนี้มันอันตราย บางทีบางคนอย่างหลวงตาองค์หนึ่ง นึกว่าจะเหาะได้ มันมีต่างๆครั่งหนึ่งเรานั่งภาวนาที่ชานกุฎที่ป่าเมี่ยงปรากฏเห็นเป็นงูใหญ่มากๆ ลงจากเขาพุ่งเข้าใส่ เราก็กำหนดพิจารณาดูว่าเป็นงูจริงๆ หรือเปล่า การนิมิตนี่จะโง่หรือฉลาดมีปัญญาไหมก็ตรงนี้ บางคนวิ่งหนีหรือโดดลงจากกุฏิแต่เราไม่ คิดแต่ว่ามาสิจะเอาฆ้อนทุบหัวมันจะกินกันเฉยๆไม่ได้นะ งูไม่ตายก็กูตาย ถ้าตายแล้วก็แล้วกันไป เป็นเช่นนั้นเสมอในจิตใจ บางครั้งบางโอกาสก็ยอมตาย พอยอมแล้วความกลัวก็น้อยลงเราเขาใจว่ามันเป็นงู พอพิจารณาเขาจริงๆ มันกลายเป็นตอไม่ไปเลย มันกลายเป็นสัญญาอนิจจา บางครั้งนั่งเฉยๆ เห็นแต่ช่วงเอวนี้กระดูกโผล่ขึ้นมามีแต่ส่วนเขาบนไม่มี เรามากำหนดพิจารณาดู มันก็หายไปเลยรู้ว่า เป็นของหลอก สังขารมันปรุงแต่งขึ้นมาได้จิตมันปรุงขึ้นมา แต่เราไม่…ไม่หลงว่ามันเป็นความจริง เราพิจารณาเห็นความไม่แน่นอนของมันสิ่งที่เกิดนี่อยากให้มันเกิดอีก มันก็ไม่เกิด พระพุทธเจ้าเลยว่ามันเป็นอนิจจังสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยงจิตเราจะคิดอย่างนี้อยู่ตลอด เอาอันนี้เป็นหลักไว้เป็นประจำไม่ยินดียินร้ายอะไร

ปลีกวิเวก 
  พอออกพรรษาแล้ว ปี 2505 จึงตัดสินใจลาครูบาอาจารย์ คือ อาจารย์มหาสุด อาจารย์ทองสุข  เดินทางไปหาสถานที่วิเวกที่อำเภอเวี่ยงป่าเป้า ในการไปนี้ก็ไปหารประสบการจากสิ่งแวดล้อม ทดสอบตัวเองนั้นแหละ ก็ไปพักอยู่ที่แม่ขะจานนี้ระยะหนึ่งจึงเดินทางออกไปทางอำเภอวังเหนือ ไปพักแรมไปตามถ้ำที่ต่างๆ ที่มีหมูบ้าน วัด ถ้ำบ้าง ไม่ใช่เดินทางวันเดียวจะถึงที่หมายเลขปลายทางคือไปหาที่วิเวกก็ไปพัก อยู่บ้านร้าง แต่บ้านไม่ได้ร้างแต่อยู่เขตอำเภอวังเหนือ พอพักอยู่ที่นี้ก็ได้รับความสะดวกสบายจากเจ้าอาวาสและศรัทธาญาติโยมพอสมควร พอได้กินข้าวกับเขา เมื่อถึงบ้านนี้ก็เดินทางต่อไปข้ามลำน้ำ ลำน้ำอันเดียวนี้มันไกลจากเทือกเขาเขาจะพาเป็นที่ท้องเที่ยว เหมือนกันที่แห่งนี้ เดินทางทั้งวันจนถึงหมู่บ้านเย้า บ้านจวนเรือน พักอยู่ที่นี้สองสามวัน จะเขาไปอยู่ในป่า เขาก็กลัวไม่ให้ไปอยู่ จะให้อยู่ในบ้านก็เป็นที่ไม่สบายเรา เพราะไม่เคยพักอยู่ตามบ้านเรือนเขา จึงลาญาติโยมลงมาอำเภอพะเยา แต่ได้พูดเล่นกับเขาว่าเราเนี่ยฉันข้าวมื้อเดียว เลยรับรองว่าจะให้อยู่ได้ เลยบอกเขาว่าหากมีเจตนาศรัทธาอยาก ให้จำพรรษาด้วยก็ให้ช่วยทำกระต๊อบเล็กๆ สักหลังหนึ่งพอได้อยู่  อาตมาก็จะลงไปอำเภอพะเยา แล้วประมาณเจ็ดวันจะขึ้นมาใหม่

  มีเรืองแปลกอยู่ว่า ขณะมาป่าเมี่ยแม่สายได้เคยปรากฏเห็นบ้านที่ตรงอำเภอพะเยา เห็นอะไรๆ เหมือนเคยอยู่มาแล้ว มาที่นี้ญาติโยมก็พากันมานิมนต์ ให้อยู่จำพรรษาที่สถานที่นั้น  เลยได้เล่าให้เขาฟังว่าอาตมาได้พูดกับเย้าจวนเรือนที่ยอดเขาไว้ จะลงมาแค่เจ็ดวัน ให้เขาทำที่จำพรรษาให้ ถ้าเขาไม่ทำจะค่อยลงมาใหม่ใหม่ เมื่อครบเจ็ดวันจึงเดินทางไปบนภูเขาแห่งนี้ เขาก็ทำสถานที่ให้อยู่จริงเลยตกลงใจจำพรรษาที่นั่น ที่เย้าทำที่พักให้นั้น มันห่างจากหมู่บ้านประมาณสองกิโลเมตร เป็นสันเขามองลงไปเห็นอำเภอพะเย้าได้ชัดเจน จึงได้ตรัสสัจจะอธิฐานมอบกายถวายชีวิต  บูชาพระพุทธ  พระธรรม พระสงฆ์  ว่าการมาอยู่ในสถานที่นี้ไม่มีความมุ่งมาดปรารถสิ่งใด  มีเพื่อจะอบรมนิสัยจิตใจให้เกิดความสงบ ความรู้ความฉลาดของพระพุทธเจ้าถ้าไม่มีกรรมไม่มีเวรต่อกันสัตว์ทั้งหลายจะเป็นหมี เสือ ก็แล้วกัน แต่อย่ามาเบียดเบียนกันและกัน เราไม่ได้ตั่งใจมาเบียดเบียนใคร หากมีกรรมเวรต่อกันแล้วก็มอบกายถวายชีวิตบูชา พระพุทธ พระธรรม พระ สงฆ์ ไปเลย ยอมตายในสถานที่นั้นพูดง่ายๆ
 
  ในการไปพักในที่นั้นในเบื้องต้นคิดไว้ว่าจะไม่พูดกับคน แต่เอ๊ะ…  มีปากเขาเจาะไว้ให้พูดแล้วไม่พูด นี่จะมีประโยชน์อะไร มาพิจารณาแล้วว่าจะไม่อธิฐานต้องเลิก ต้องพูดกับญาติโยมที่ไปมาหาสู่ แล้วตั่งคำสัตย์จะไม่บอกใบ้ให้หวย เลข เบอร์ กับใครทั้งนั้น อยู่ในสถานที่แห่งนี้ ก็มีสัตว์หลายจำพวก มีหมี มีเสือ เป็นทางผ่านของมัน แต่เรา ไม่รู้มันไปมันอยู่ ได้ยินแต่เสียงแต่ไม่เขาใจนะก็เลยไม่กลัวก็เลยอยู่ได้สบายๆ เดินจงกลมภาวนาไม่มีสิ่งที่จะก็ให้เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อนอะไรในสถานที่นั้น อยู่ที่นี่มีแต่เรื่องแปลกๆ เช่นเล่านิทานไปเขาคิดเป็นหวยถูกจนเจ้ามือยอมแพ้ คนวุ้นวายมาเรืองหวยนี้แหละ เลยหนีเขาป่า ห้วยซ่าน พอได้ที่ราบๆ เดินจงกลมภาวนา  

  ไปวันแรกเขาก็ทำที่พักไว้ให้แล้วโดยนัดเขา  เขาก็ทำให้จริงๆ นานประมาณสองเดือนได้อยู่ที่นี่  เราเลยได้โอกาสลามาที่แม่ใจ เมื่อตอนที่ได้ไปอยู่ที่บนเขา พวกพระเจ้าคระอำเภอเขาชวนกันมา จะมาไล่เรา พวกเย้าก็บอกว่า พวกท่านสู้ท่านไม่ได้หรอก พูดไม่ทันท่านหรอกว่างั้น มันก็เป็นเรื่องบังเอิญจะตามเรามาที่ห้วยซ่าน มาเราหนีแล้ว เราหนีไปอยู่โน่นก็จะไปอีก เขาเอาข้าวใส่บาตรไป ข้าวที่เย้าเขาถวายอาหารน่ะ บังเอิญบาตรนี่ตกลงไปคว่ำกับขี้หมูขี้หมาอยู่หน้าบ้าน มันเลยกลัวเราเลยแค่นั้นแหละ กลัวแล้วไม่ตามเราไป แต่ก็ไม่รู้จะไล่เราเรื่องอะไร มันขึ้นไปดูๆ อยู่บางทีน่ะ แต่ว่าพวกพระที่อยู่แถวๆนั้นมันข้นไป มันอยากจะได้เงินบ้างอะไรบ้างที่เราเคยให้ ปัจจัยอะไรที่เขาถวายมานี่เราให้เขาเหน็บไว้ตามฝาแหละ อยากได้ก็เอาไปเลย ว่างั้นนะ “ฝนตกไม่ยอมหยุด น้ำหลาก การบิณฑบาตมันลำบาก มันไกล ต้องอดข้าว ไม่กิน จนเย้าถามว่า ทำไมท่านไม่กินข้าว ไม่กินก็ไม่ตายหรอก จนเขาสงสัยว่า ทำไมอดข้าวหลายวันแล้วเป็นปกติอยู่  ไม่เป็นอะไร เขาจะเอามาให้เราก็ลำบาก เราจะไปก็ลำบาก จึงยอมอดไปเฉยๆมิใช่ตั้งใจทรมาณตนให้ลำบากใจว่าไม่กินก็ไม่กิน มันเลยไม่อยาก แม้มันอยากก็ไม่กิน มันก็จบเท่านั้นเอง”

ปรากฏเห็นหลวงปู่มั่นกับหลวงตามหาบัว 
  อยู่ที่จวงเรื้อนนี่มีคนมาอาศัยค้างกับเราเยอะเพราะหวังจะร่ำรวย คอยฟังเราพูดอะไรออกมาเป็นเลข  เช่น พูดว่าสองเส้นสามเส้นไม่ได้ มันจะจับไปซื้อหวยซื้อเบอร์ คนพากันหลั่งไหลขึ้นมา เพราะว่าเขาจับไปเป็นหวยเป็นเบอร์หมด  มันก็แปลกอยู่เพราะอยู่ในสถานที่แห่งนี้วันหนึ่งปรากฏเห็นหลวงปู่มั่นกับหลวงตามหาบัว ไปหาคนบนหลังเขานั้น เอ๊…เราก็งง เพราะไม่เคยเห็นหลวงปู่มั่น เคยเห็นแต่รูปท่าน ตัวจริงๆไม่ได้เห็น หลวงตามหาบัวก็ไม่เคยสนิทสนมกับท่าน เคยแต่ได้ยินชื่อเสียงของท่านบ้าง ทำไมจึงปรากฏเห็นท่านว่าได้ขึ้นไปบนเขาลำบากทุรกันดารเช่นนั้นไปท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร ปรากฏเห็นท่านก็รู้สึกว่าท่านยิ้มๆให้  ท่านว่า “ดี อดทนเอานะ” ท่านว่างั้นแล้วท่านก็เดินผ่านไป เราก็ได้ยกมือไหว้ท่าน นึกว่าจะไปจัดสถานที่ให้ท่านนั่ง ท่านก็ผ่านไปเลย จึงไม่ได้ฟัง โอวาทของครูบาอาจารย์ ท่านเพียงกล่าวคำเดียวเท่านั้นว่า อดเอานะท่านว่างั้น หลังจากนั้นเราก็อดทนเอา

ผีกองก๋อยที่หมู่บ้านจวงเรื้อน 
  ประมาณเดือนแรกเข้าพรรษาแล้วนี่ เลยได้ยินเย้ามาเล่าให้ฟังว่า ไปเจอเด็กเล็กๆสองคน อายุประมาณสองสามปี เขาไปกับภรรยาของเขา เขาว่ามันงัดก้อนหินก้อนใหญ่ๆเท่าเตียงนอนนี่ ทำไมมันจึงแข็งแรง มันตัวอะไร ถามเขาว่า มันงัดเพื่ออะไร มันหาอะไรมันหากินปูกินหอย เขาสองผัวเมียยืนดูอยู่ เราเลยมานึกถึงครูบาอาจารย์เคยเล่าถึงผีกองก๋อย มันต้องเป็นผีกองก๋อยแน่นอนเรารู้สึกแต่เราไม่ได้พูดหรอก เราไปอยู่นั้นเริ่มแรกทางผ่านมันวิ่งอยู่ ร้องก๋อยๆๆๆ ทุกวันๆ แต่เราก็ไม่รู้ พอเย้ามาพูดแล้วใจจึงปักลงว่า ผีกองก๋อยแน่นอน ทางเดินจงกรมที่ให้เย้าทำไว้ แต่ก่อนเดินสามสี่ทุ่มก็ไม่กลัว เสือก็ไม่มี ผีกองก๋อยก็ไม่มี พอได้ยินเขาเล่าว่าเห็นเด็กเล็กๆสองคนงัดก้อนหินใหญ่ได้ กับได้ยินเสียงร้องก๋อยๆๆ ใจจึงปักลงว่าผีกองก๋อยมาหาทุกวัน ความกลัวจึงเกิดขึ้นเดินจงกรมพอมืดหนิอยก็อยากเข้ากุฏิแล้ว มันก็กลัวอยู่อย่างนั้นแหละ คิดยังไงก็ไม่ตกทั้งๆที่คิดมอบกายถวายชีวิตบูชา  พระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์แล้ว คิดหาวิธีแก้ นั่งภาวนาก็ไม่มีวิธีแก้ตก อยู่มาวันหนึ่งที่มันจะมาแก้ตกคือ เราต้องไปดูให้เห็นตัวมัน ตายก็ตายไป เราเอาตายเข้าสู่เลย อะไรที่ไม่เป็นธรรมเรามอบกายถวายชีวิตแก่พระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์แล้ว มากลัวจะได้ประโยชน์อะไร ยอมตายพอแรงแล้วนี่…อยู่ไปก็ตายอยู่ดีถึงจะคิดยอมตาย แล้วสัญชาตญาณการต่อสู้ยังมีอยู่ จึงถือมีดมือขวาถือไฝฉายมือซ้ายต้องไปดูมันมานี่ทุกๆวันต้องเจอมันแน่นๆ ไปแอบอยู่ที่ไม้สนนี่แหละ มันยังไม่มืดพอมองเห็นแรกๆได้ยินเสียงมันร้องก๋อยๆๆขนลุกซู่ เอาล่ะ  ตายเป็นตายไม่ตายก็เป็น  กูไม่ตาย มึงก็ตาย มึงม่ตายก็เป็นกูตายว่างั้น มันวิ่งมาห่างประมาณสองเส้นข้างหน้าว่างั้น มันชูสองขายกขึ้นร้องก๋อยๆ โอย…มันทำกูกลัวเกือบเป็นเดือน ทีนี้กูไม่กลัวแล้วมึงเป็นอีเห็น…พอรู้จริงว่ามันเป็นอีเห็นความกลัวก็หายไป ตั้งแต่นั้นมาจึงหายกลัวผีกองก๋อย เดินจงกรมภาวนาได้ตามปกติ

เรือกับอารมณ์
  สมัยนั้นที่จวงเรื้อนมีเสือโคร่งใหญ่ขนาดเท่าวัวหรือม้าอำนาจเสียงของมันฮึมมม…อาววว แม้แต่จิ้งหรีดร้องๆ เงียบไปหมดเลย นี่!อำนาจของมันเราได้ยินเสียงพึมพำมา ลูกคอเสือมันหายใจฮึกฮักเหมือนคนคุยกัน นึกว่าโยมมันมากลางคืนอีก ยังคิดว่าเดี๋ยวเสือจะกินโยมตาย แต่ไม่เห็นมีโยมมา จนกระทั้งเสือมากินหมูตายจนกระทั้งวันหนึ่งตี4 แล้วให้โยมไปไล่หมู กลัวมันมาขุดเม็ดมะม่วงที่ปลูกกันไว้ เรานั่งภาวนาต่อ ได้ยินเสียงดังก๊กๆนึกว่ามันกัดกัน วันที่สองมีคนมาถาม จึงบอกว่าได้ยินเสียงมันกัดกัน อะไรได้ เสือมันลากหมูไปไว้ที่คลองที่เราตักกินนั้นแหละ โอ๋ย…ตั้งแต่วันนั้นนน…ก็ไม่ยอมจริงๆมันยังจะสู้กับเสืออยู่นะ ไม่ให้ตายเปล่าๆฟรีๆหรอก จิตใจนี่ อันนี้นี่ของจริงนะ มันเกิดขึ้นกับจิตเรา สัญชาตญาณการต่อสู่นะมันยังไม่ยอมเลิกนะ  แค่คำสัจจอธิษฐานในใจนี่อย่าไปไว้ใจมัน เอาจริงๆแล้วมันกลัว มันเลยจะสู้อยู่ตายก็ตายต่อเมื่อเราได้สู้กันน่ะหละ สุดท้ายจึงเดินตามเสือพิสูจน์ดูซิว่ามันจะทำอะไรไหม ห่างกันประมาณสี่ห้าเมตรมันก็เดินหนี พอมันหยุด  เราก็หยุด แต่เราก็ถือมีดไปด้วยนะ ถ้ามันเล่นงานเรา เราก็สู้เหมือนกัน มันก็ไม่ทำอะไร เราก็ไม่หันหลังกลับนะ กลัวมันจะย้อนมาเล่นงานเรา รอดูจนกระทั่งมันไป เราจึงกลับ เอาไปเอามามันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันก็หายไปความกลัวนี้
 
  ช่วงนั้นมีอะไรแปลกๆเกิดขึ้นกับจิตใจหลายอย่างเหมือนกันนะ ในสถานที่นั้นใครพูดอะไรก็ถูก จนคนเขาว่าเราเป็นพระอรหันต์ มันได้แต่หันซ้ายหันขวารู้ว่ากิเลสมีอยู่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราถือคำสัจจ์ พูดอะไรไว้จะทำอย่างนั้นคนวุ่นวายมากเรื่องหวยนี่แหละ เลยหนีเข้าป่าหวยซ่านเราไม่เคยอยู่ไม่เคยได้ยินเสียงสัตว์ป่ามันร้องคือ นกขัว (ไก่ขัว) เหมือนนกยูงหางยาว บินไม่ค่อยได้ ขาแดงปากแดง พอเรานั่งฉันน้ำร้อนอญู่ เขามายิงเขามาบอกอยู่เหมือนกันนะ ยิงปืนปัง เสียงมันร่วงตูมเหมือนค้างคาวร่วง เขาหิ้วมาตัวใหญ่อยู่เท่าเป็ดไม่ใช่เป็ดเหมือนห่านเนี่ยตัวใหญ่อยู่ เราเลย เอ๊… เป็นนิมิตที่ไม่ค่อยดีนะ ไม่เป็นมงคลแล้ว มันมาฆ่าสัตว์ให้เห็น มาวันเดี่ยวนี่เขามายิงสัตว์ตายแล้ว อยู่หลายวันจึงได้โอกาสขอบิณฑบาต ไม่ให้ยิงสัตว์ในบริเวณนี้ให้เว้นไว้  เขาก็ยกให้ขอไว้  อย่างมาฆ่าอย่าเบียดเบียนสัตว์ในสถานที่นี้นานประมาณสองเดือนได้อยู่ในที่นี้ จนเสือมันมากินหมู วัว ควายเขา เสียงปืนมันยิงสนั่นหวั่นไหว เหมือนรบทัพจับศึกเรายังคิดว่า เออ… จะได้เคี้ยวเสือละมัง จริง ๆ เขาแค่ยิงไล่เฉย ๆ มันอาละวาดเขาไว้หัวค่ำมืด ๆ เสือมันจะมาทุกวัน ๆ เราไม่เห็นมันทำอะไรเรา เราก็ไม่กลัวเสือ เวลามันมากลางวันเห็นเราตามทางมันก็กระโดดเข้าป่า หมีก็เหมือกันไม่  “เป็นเรื่องที่ให้คนเห็นอำนาจแห่งความกลัว ให้คนเห็นชัดว่าเราควรจะต่อสู้ยังไงจึงไม่กลัว ต้องเอาตายเข้าสู้ สู้ตาย ถ้ามันเห็นแล้วว่ามันมันไม่เป็นความจริง มันก็จะหายกลัวไปเลย เช่น กลัวเสือนี่ไปดูมันเลย พอรู้ว่ามันทำอะไรเราจึงหายกลัว ผีกองก๋อยก็ไปดูมันเลย เอาตายเข้าสู้ แต่ไม่ยอมตายหรอกต้องสู้กัน ตายแล้วแล้วกัน ถ้าผีไม่ตายเราก็ตาย เสือไม่ตายเราก็ตาย เมื่อมันไม่มีอะไร เห็นความจริงแล้วก็หายกลัว ตั้งแต่นั้นเดินจงกรมได้สบายเลย เสือมีแต่วิ่งหนีเรา แต่มันมาก็ต้องสูเหมือนกันจะอยู่เฉยๆ แล้วยอมให้มันกัดก็ไม่เอานะ การสู้คือการสู้เอาตัวรอดนะ ถ้ามันมีทางหลบหลีกเราก็หนีไปไม่ใช่เจตนาจะฆ่าเสือ ถ้ามันอยู่ดี ๆ กระโดมาสู้กับเรา เราก็ต้องสู้มันละเยจะให้มันมากินง่าย ๆ ก็โง่เต็มที สู้ก็ต้องสู้เพื่อเอาตัวรอดมิใช่สู้เพื่อจะฆ่าจะตายอะไร ถ้าจะให้มันกินตายเฉย ๆ ก็ไม่ใช่ละมันก็โง่เต็มทีแล้ว ถึงจะยอมตายแล้วให้เสือมันกินนี่ก็เหมือนกัน กับฆ่าตัวเองนั่นแหละเป็นบาปเป็นกรรม เราจะรอดวิธีไหนก็ต้องสู้ไปก่อนล่ะ”

  จนวันหนึ่งพวกเย้ามาสองทุ่มนี่ มาเจอเสือเข้า เสือดาวตัวเล็ก ๆ นี่เขาจะมายิงเพราะมันมากินหมูไก่ โอ…ไม่ให้ยิง ๆ เราขอบิณฑบาตไว้  เลยไม่ยิง เราไม่ให้ยิง เขาเลยไม่กล้ายิง เขาก็ว่าพระองค์นี้มีบุญเสือไม่กล้ากิน เราก็นึกขำจนทุกวันนี้แหละ ทุกวันนี้ยังมีเย้าที่ห้วยซ่านอยู่ ตึ่จวงเรื้อนไปไม่หมดแล้ว มีเจ้าหน้าที่เขามาบอก สาเหตุที่จะได้ลงจากเขามาเนี่ยเพราะเสือมันอาละวาด มันมากัดควายที่เขาเลี้ยงไว้แรก ๆ มันก็มีอะไรนะ เราไปคอยรับบิณฑบาตเขาอยู่ เขาบอกว่า ท่านอย่าตกใจนะ เขายิงปืนแม่นจริง ๆ นกเหยี่ยวมันบินมาเฉี่ยวไก่เขา เขาก็ยิงปัง ตั้งแต่นั้นเสือโคร่งใหญ่อาละวาดใหญ่เลย เราเลยว่า เอ๊…มันไปผิดอะไรเขาอย่างใดอย่างหนึ่ง ม้าอยู่ดี ๆ ก็เกิดโรคขึ้นมา วิ่งไม่รู้จักเป็นจักตาย แล้วก็พิงต้นไม้อยู่เท่านั้น เขาก็งงหายาให้มันกินมันจะเป็นโรคอะไรก็ไม่รู้ ผลสุดท้ายเราแผ่เมตตาให้มัน มันก็ยังอยู่ได้ วันหนึ่งคิดว่ามันหายดีแล้วละ แต่เขามารายงานว่ามันตายแล้ว พอเสือมาอาละวาดสัตว์เขามาก ๆ เขาก็ยิงปืนเหมือนรบทัพจับศึก มันจะผิดผีเขาละมั่ง ค่ำลงก็ร้องกันพวกหมอผีนั่น เราเลยได้โอกาสลามา

ตายแบบไหนก็ดี
  มาที่แม่ใจ ขอขึ้นรถเขามาจังหวัดพะเยา จังหวัดลำปาง มาถึงลำปางก็มืดแล้วว่าจะเดินทางวัดสำราญนิวาส รถมาเห็นถามจะไปไหน “ไปเกาะวัดสำราญนิวาส”ท่านจะเดินถึงเหรอ “โอ๊ะ ถึงไม่ถึง ก็จะเดิน” เขาจึงนิมนต์ขึ้นรถ เออ..ไกลเหมือนกันนะ มาถึงก็มืดแล้วเกือบสองทุ่มได้ มาพักกับอาจารย์หลวง กตปุญโญ พักอยู่ใรนโบสถ์ ตั้งใจว่าเดินทางลงปักษ์ใต้ไม่กลับแล้ว ถึงอาจารย์มหาสุดเคยสั่งไว้ว่าออกพรรษาให้มาช่วยสร้างศาลาที่ป่าเมี่ยง ที่เกาะคานี่มีพระมาเล่าให้ฟังว่า ไม้ทับอาจารย์มหาสุดสมองเละเลย ทำไงดี จะลงใต้หาคูบาอาจารย์ดีหรือยังไง มาคิดว่าทั้งโยมทั้งพระท่านทองสุขคงยังไม่ได้ทำอะไร เลยตัดสินใจกลับป่าเมี่ยงอีกที ซึ่งก็มีปัญหาจริง ๆ ได้แต่เก็บศพไว้ยังไม่ได้เผา  หลวงปู่หนูท่านเผาซะ  แต่ญาติโยมยังไม่พร้อม  เลยยังไม่เผ่า  เราจึงเยนจดหมายไปกราบเรียนหลวงปู่แหวน  อาจารย์มหาปิ่น  ที่สมัยนั้นท่านออกจากราชบุรีจากเหมืองแร่ทุ่งเจดีย์   เลยไปทางพม่าเข้าแม่สอด  มาจำพรรษากับหลวงปู่แหวน  หลวงปู่หนู  เลยถือโอกาสกราบเรียนท่านว่าจะให้ผมทำอย่างไร   เขียนหนังสือไป   ท่านก็ต่อมาว่า  จะทำอย่างไรมาแล้วก็ยังเฉยๆ  เราก็มีหน้าที่ซึ่งลำบากเหมือนกัน   เสื่อก็ไม่มี   ผ้าห่มก็ไม่มาก  อะไรๆก็บกพร่องมันเป็นที่กันดาร   คิดว่าศพปีหน้าก็คงเผาแน่   เราก็หาให้ญาติโยมทอดผ้าป่าถ้วย  จาน  เสื่อ  หมอน  ที่ต้องการใช้ในวัดเตรียมพร้อมไว้   แล้วโยมเรายายสมเนี่ย  เราก็ถามว่า  “มีเงินเท่าไร”   “มี  8,000” เออ!   งั้นก็ไม่มีอะไรไปนิมนต์หลวงปู่ตื้อ  หลวงปู่หนู  พระหลายองค์มาในงานนี้ด้วย   ท่านก็เป็นนักเทศน์  มีพวกมหาอัมพร   อยู่ราชบุรีมาสอนหนังสือที่วัดเจดีย์   หลวงพ่อก็ไป  ก็ให้โยมเอาช้างไปรับ  ตกลงแล้วกัน  สุดท้ายไม่ได้เรื่องต้องขี่ม้าขึ้นเขามาร่วมงาน  ได้จัดไทยทานถวาย  ผู้คนก็มามากพอสมควรสำหรับในป่าที่กันดารเพราะคนเคารพนับถือท่านมาก   คนโทรจันก็ว่าพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทำไมตายแบบนี้  เราจึงบอกว่ามันไม่ได้สำคัญเรื่องตาย  สมัยพุทธกาลก็มีพระสาวกตายเยอะแยะ  เช่น  พระพาหิมะ  โดนวัวแม่ลูกอ่อนขวิดตาย  อย่างพระโมคคัลลานะ  ก็ถูกโจรทุบตาย  มันก็ไม่ใช่ว่าไม่มีผู้ปฏิบัติดี 

  คนทำชั่วอยู่จะตายแบบไหนก็ชั่วอยู่นั้นเอง   คนทำดีอยู่จะตายแบบไหนก็ดีอยู่นั้นเอง   ไม่เห็นแปลกตรงการตายของพระอาจารย์มหาสุดนี่ก็แปลกอยู่  ก่อนตาย 1 สัปดาห์  มีคนมาร้องไห้อยู่ที่ทางเดินจงกรมท่าน  ไม่เห็นตัวแต่มีเสียงร้องไห้อาลัยอาวรณ์เกี่ยวกับท่านจนท่านรำคาญ  ท่านจึงไล่หนีซะ  ท่านก็ว่า เอ้า…ทุกข์ยากอะไรมาร้องอยู่ได้จะหนีไปไหนก็ไปซะเถอะ  ในช่วงนั้นแผ่นดินก็ไหวด้วย  จะเพราะเหตุใดก็ไม่ทราบได้ ท่านก็มรณภาพในช่วงนั้นพอดี เรื่องนี้ท่านผู้มีปัญญาต้องใคร่ควรวินิจฉัยเอง หลังจากเผาแล้วก็ได้นำอัฐิท่านไว้ใต้ฐานพระพุทธรูปที่ศาลาป่าเมี่ยงแม่สายนั่นเอง  ซึ่งทีแรกคิดว่าจะใส่กระดูกยายสม กลายเป็นอาจารย์มหาสุด ผึ้งมันเข้าไปอยู่ในรูนะตอนนั้น  จึงคิดว่าถ้าจะให้เอาอัฐิครูบาอาจารย์ใส่ก็ให้ผึ้งหนีไป  ไม่ถึงอาทิตย์ผึ้งก็ไป  เลยได้เก็บอัฐินั้น  เลยกลับไปจำพรรษาที่ป่าเมี่ยงติดต่อกันมาหลายปี ปี2510ได้มารับเอาน้องชายเข้าบวช คือ พระอาจารย์ชดี  ธัมมวโร  ท่านบวชเป็นสามเณรที่สกลนครนี่  ในปีเดียวกันก็ได้บวชเป็นพระภิกษุที่จังหวัดเชียงใหม่  อยู่ที่วัดสันติธรรม  กับหลวงปู่สิม  พุทธาจาโร  มีผู้ติดตามไปบวชที่เชียงใหม่ในคราวเดียวกันสิบรูป  ที่ยังเหลือเป็นพระอยู่คือ อาจารย์ชดี   อาจารย์คำพาว   ท่านประสิทธ์  และอาจารย์เจริญ  สุวัฑฒโน  ซึ่งเป็นพระที่อยู่กับ  ท่านอาจารย์เปลี่ยน  ปัญญาปทีโป  ทุกวันนี้ ป่าเมี่ยงแม่สายนี้อยู่นาน  อยู่เพื่อสงเคราะห์ยายคนนี้ที่ตั้งใจในการให้ทานรักษาศีล  ก็อยู่ไปเพราะครูบาอาจารย์เคยอยู่สงเคราะห์ยาย คนนี้  เลยอยู่ที่นี่ถึงสิบสองปี    ที่ป่าเมี่ยงแม่สาย

หลวงปู่พรหมมรณภาพ
  อยู่ป่าเมี่ยงแม่สายจน พ.ศ.2512 จึงมาจำพรรษาที่ผาปก  จังหวัดราชบุรี  กับอาจารย์ทองสุกองค์หนึ่ง  สาเหตุคือท่านรังสี  มานิมนต์ว่าให้ไปช่วยพุทธาพิเษกพระพุทธรูป พอมาถึงเห็นโลง อ้าว! ท่านรังสีรถคว่ำตายซะแล้ว โยมที่อุปัฏฐากอยู่เลยนิมนต์ไปจำพรรษาที่ผาปก ปีนั้นมีเรา  ท่านทองสุก  อาจารย์คำพาว  อาจารย์ดาด เลยไปอยู่จำพรรษาให้เขา ปี 2512 เราก็ไปป่วยอยู่รู้สึกเหมือนถูกดาบเสียบเข้าหน้าอกทะลุหลังนั่งกระดิกไม่ได้ปวด นั่งภาวนาตายๆๆๆ  อย่างเดียวตั้งแต่หัวค่ำ  มาได้ยินเสียงว่าให้เอาไม้ไผ่กับแกนฝางมาต้มกิน  มากินแล้วรู้สึกอาการมันดีขึ้น  แถวนั้นมันมีมาลาเรียเหมือนกัน  มันกลับมาเป็นอีก ออกพรรษาแล้วก็ขึ้นมาสกลฯนี่แหละ  มากราบหลวงปู่พรหม ได้ยินเสียงมีคนมาบอกว่าท่านป่วยลื่นล้มหัวฟาดพื้น มันก็ป่วยจริงๆอย่างที่ได้ยินนั้นแหละ  ช่วงที่ท่านล้มหมดสติไปชาวบ้านช่วยกันย่าง (การรักษาแบบโบราณ นอนแคร่ รมด้วยสมุนไพร) ท่านก็กลับแข็งแรงดีแล้ว  คิดจะสร้างเจดีย์ถวายท่าน  ไปใส่ฟันให้ท่าน  ท่านยังสดชื่นดีอายุยังไม่ถึง 80 ดี แต่ท่านจะรู้ตัวดีว่าท่านจะมีปัญหาชีวิต  จึงเก็บเรียบร้อยหมด มีด เสียมอะไร ท่านยังถามเราอยู่ว่า .”จะกลับอยู่เหรอ” ก็ตอบว่าจะกลับ พระท่านจะสร้างกุฏิ ท่านเห็นว่า “เออ” เราก็โง่ไม่ได้ถามท่าน ไม่ได้คิด เราไปแล้วก็มีแต่หลวงตาอยู่กับท่าน

  อีกสองสามวันมีคนมาตามอาจารย์สอน  ซึ่งระยะนั้นท่านกลับมาจากจังหวัดเลย  ได้นิมนต์ให้ท่านพักที่วัดตาลนิมิต  คนตามให้ท่านไปดงเย็นหลวงปู่ป่วยหนักท่านท้องเสีย  เรามีกิจนิมนต์ไปทำบุญสองสามแห่งกลับมาถึงวัดประมาณเที่ยง ๆ ทราบว่าหลวงปู่ป่วยหนัก  คิดว่าบ่ายสี่โมงก่อนจะไปกราบหลวงปู่  อาจารย์สอนไปแต่เช้าแล้ว อาจารย์ลีกับอาจารย์สุภาพไปบ้านก่อน พอเราไปถึง  บ้านดอนเชียงยืน  เลยพบกับโยมที่เป็นครู 2 คนคืออาจารย์ชายกับอาจารย์สวัสดิ์  ได้แจ้งว่าหลวงปู่มรณภาพแล้ว  เขากำลังไปซื้อสิ่งของต่าง ๆ มาใช้งาน  เรากับอาจารย์สอนก็ช่วย  จัดอะไรให้เรียบร้อยไมมีใครกล้าฉีดยาท่าน  เราก็เอาเอง  ฉีด  คลุมผ้า  จัดให้นอน  จนตีหนึ่งตีสองอาจารย์ลีกับอาจารย์สุภาพมาถึง  มันลำบากนะเดินทางเท้าทางรถทางเรือก็ไปไม่ถึง  หลวงปู่เสียปีนั้นแหละ 2512  เราก็กลับไปที่ป่าเมี่ยงเหมือนเดิม  ออกพรรษาจึงลงมาที่บ้านดงเย็น  จัดงานศพหลวงปู่พรหม  เผาเมื่อปี 2513 ท่านมามรณภาพเรื่องท้องเสีย  คืนเดียวเท่านั้นเอง  ก่อนนั้นยังเทศน์ให้ญาติโยมฟังอยู่เลย  หลวงตาถามท่านว่า  เป็นไงหลวงปู่  ท่านว่า “เจ็บหมดตัว” เป็นแค่คำพูดคำเดียวจนมรณภาพไป  ตอนงานเผาศพ  มีหลวงปู่ชอบ  ฐานสโมมาเล่าเรื่องไปพม่าด้วยกันกับหลวงปู่พรหมแล้วมีฤาษีมาศรัทธา  อุปถัมภ์บำรุงจนตลอดพรรษา ปี 2513 เราได้กลับไป  ได้จำพรรษาที่ป่าเมี่ยงเหมือนเดิม

ปฏิบัติหลวงปู่แหวน
  ปี  2512  เราได้ไปนมัสการฟังธรรมจากครูบาอาจารย์  เช่น  หลวงปู่สิม  หลวงปู่ตื้อ  หลวงปู่แหวน  เป็นประจำไปๆ มาๆ  อยู่บริเวณนี้แหละ  บางครั้งก็พักผ่อนอยู่กับ่ท่าน  พอสมควรแล้วก็ออกไปเที่ยววิเวกตามป่าที่ครูบาอาจารย์แนะนำมาว่าที่นั่นดีที่นี่ดีสงบสงัดเสนาสนะสัปปายะ  อาหารสัปปายะ  พอเป็นได้  แต่ก็ไปกันไม่มาก  โดยส่วนมากแค่สองสามองค์เพราะมากกว่านั้นก็ไม่ไหว  อาหารบิณฑบาตจะลำบาก  วัดดอยแม่ปั๋ง  เราก็เคยไปพักอยู่กับหลวงปู่ตั้งแต่ปี  2503 – 2504  ท่าอยู่องค์เดียวจนปี  2505  หลวงปู่แหวนจึงขึ้นมาอยู่ก็ไป ๆ มาๆ อยู่แถวนี้แหละ

  ช่วงประมาณปี  2512  อาจารย์ทองสุกมาเริ่มสร้างวัดขึ้นแถวอำเภอพร้าว  เรียกว่า  วัดภูริทัตตะวนาราม…ทำนองนี้  ที่หลวงปู่มั่นเคยพักอยู่ตรงนั้นรวมทั้งหลวงปู่เทสก์  หลวงปู่ชอบ  หลวงปู่ขาว  หลวงปู่อ่อนสี  หลวงปู่เหรียญ  ตามที่หลวงปู่แหวนเล่าให้ฟัง  ฉะนั้น  ในบริเวณนี้ก็ถือว่าเป็นสัปปายะในการบำเพ็ญสมณธรรมของครูบาอาจารย์หลายองค์ในยุคนั้น  ที่ได้มาพำนักพักอาศัก่อนแยกย้ายไปบำเพ็ญสมณธรรมใน่บริเวณนั้น เราจำพรรษาที่ป่าเมี่ยง  จนปี  2515  ถึง 2517  ก็จำพรรษาที่วัดดอยแม่ปั๋ง  หลวงปู่แหวนขึ้นมาอยู่วัดดอยแม่ปั๋งเมื่อปี  2505  ปี 2504  ท่านอยู่ที่บ้านปง  เลยแวะพักกับท่าน  มีหลวงปู่แหวนอาจารย์หนู  ท่านทวีท่านจันดี  จำพรรษาด้วยกัน  ในปี  15 – 17  นั้นได้อยู่ปฏิบัติครูบาอาจารย์เป็นสำคัญเนื่องจากหลวงปู่ท่านชรามากแล้ว  นี่คือ  ความประสงค์ส่วนแรก  อีกส่วนอยู่เพราะรับปากกับหลวงปู่หนูว่าจะสร้างศาลา  เพราะหลวงปู่หนูกับท่านทวี  2  คน  คงทำกันไม่ไหวจึงอยู่ช่วย  ศาลามันไม่ดี  เลยรื้อสร้างใหม่  เราอยู่ช่วยท่านสร้างศาลาร่วมกับท่านอาจารย์จันดี  อาจารย์ทวี  รวมเป็นอยู่ด้วยกัน  5  องค์เมื่อทำศาลาเสร็จจึงมาขออนุญาตสร้างเหรียญรุ่นลูกมะพร้าว  เป็นอนุสรณ์ของอำเภอพร้าวเพื่อแจกในงานฉลองศาลา

  ปี 15-16  นั่นแหละ  ได้ไปทำซ่อมพระที่ทางขึ้นวัดดอยแม่ปั๋ง  โดยมีซากพระพุทธรูปชื่อ  พระเจ้านั่งช้างอยู่  หน้าตักประมาณ 4 เมตร  พอฉันเสร็จแล้วเราก็สพายย่ามขึ้นไป  โยมเป็นคนผสมปูนให้  เราเป็นคนทำ  ไม่ได้ดิบดีมี “การทำดี  ไม่ผิดศีลผิดธรรมแล้ว  เราไม่กลัว  ใครไม่ทำเราก็ไม่ไปเดือดร้อนให้ใคร  การจะไปดุด่า  ไปว่า  ตำหนิติเตียนนี่  ไม่มีละ  และต้องทำให้สำเร็จ  แล้วก็สำเร็จจริงๆ  ใครจะช่วยรึไม่ไม่เกี่ยว  ช่วยก็ยินดี  ไม่ช่วยก็ไม่เป็นไร  เราตั้งใจไว้อย่างนั้น  อยู่ที่ไหนก็เหมือนกันนะ  จนมีหลวงปู่องค์หนึ่งพูดว่า  “แปลกเหมือนกันนะพระองค์นี้  ไปทำอะไรกลางแดดร้อนอยู่องค์เดียว”  พอฉันเสร็จเราก็ไปแล้ว  ฉาบ  เลื่อยไม้  ไสกบ  อะไร  แดดร้อน  ยังไงก็ทำอยู่องค์เดียวนั่นแหละ”

สถานที่จำพรรษา 
          พรรษาที่ 1 (พ.ศ.2495)
          วัดตาลนิมิตร  บ้านตาล อ.สว่างแดนดิน  จ.สกลนคร
          พรรษาที่ 2 (พ.ศ.2496)
          วัดประชาอุทิศ อ.คำเขื่อนแก้ว จ.อุบลราชธานี (ปัจจุบัน จ.ยโสธร)
          พรรษาที่ 3 (พ.ศ.2497)
          วัดวิเวการาม ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี
          (ออกพรรษาปลายปี 2497 เดินทางไปภาคใต้)
          พรรษาที่ 4-6 (พ.ศ.2498-2500)
          วัดวิเวการาม ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี
          พรรษาที่ 7 (พ.ศ. 2501)
          วัดป่านันทนาราม อ.เถิน จ.ลำปาง
          พรรษาที่ 8(พ.ศ.2502)
          ถ้ำแดนสวรรค์ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
          พรรษาที่ 9-10 (พ.ศ.2503-2504)
          ป่าเมี่ยงแม่สาย ต.โหล่งขอด อ.พร้าว  จ.เชียงใหม่
          พรรษาที่ 11 (พ.ศ.2505)
          หมู่บ้านจวงเรื้อน อ.พาน จ.เชียงลาย
          พรรษาที่ 12-18 (พ.ศ.2506-2511)
          ป่าเมี่ยงแม่สาย ต.โหล่งขอด  อ.พร้าว จ.เชียงใหม่
          พรรษาที่ 19 (ฑ.ศ.2512)
          เหมืองแร่ผาปก ต.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี (ปัจจุบันเป็น อ.สวนผึ้ง)
          พรรษาที่ 20-21 (พ.ศ.2513-2514)
          ป่าเมี่ยงแม่สาย ต.โหล่งขอด อ.พร้าว  จ.เชียงใหม่
          พรรษาที่ 22-24 (พ.ศ.2515-2517)
          วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่
          พรรษาที่ 25-ปัจจุบัน (พ.ศ.2518-ปัจจุบัน)
          วัดใหม่บ้านตาล ต.โศกสี อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร

เหตุปัจจัยในการสร้างวัดใหม่บ้านตาล
  เริ่มแรกมีวัตถุประสงค์อยู่สองอย่าง คือ 1. ต้องการสงเคราะห์โยมบิดาและมารดานี่ คือวัตถุประสงค์ที่สำคัญ เพราะท่านก็มีความสนใจในการปะพฤติปฏิบัติธรรมอยู่แล้ว2.จะขยายวัดตาลนิมิต ให้กว้างให้มีที่ดินมากขึ้น จะซื้อที่นาก็ตกลงกันไม่ได้ ให้สองหมื่นอยากได้สามหมื่น ให้สามอยากได้สี่หมืน จึงหยุด เมื่อขยายวัดตาลนิมิตไม่ได้ ชาวบ้านจึงพร้อมใจกับบอกว่าจะยกที่ดินป่าสาธารณะ (ป่าช้า) ให้ เลยกล่าวว่าก็ดีเหมือนกัน ถ้ายินยอมพร้อมใจกันทั้งบ้านนี้แล้วก็จะทำให้ แผ้วถางในบริเวณนี้ แล้วเราจะหาเงินมาให้หนึ่งแสนบาท ถ้าญาติโยมพร้อมใจจะสร้างวัดนี้จริงๆ ก็ให้ส่งข่าวไปบอกที่วัดดอยแม่ปั๋ง เชียงใหม่ เมื่อเขาบอกข่าวตกลงแล้ว ออกพรรษาจึงมาดูสถานที่ ในปี 2518 ได้นำปัจจัยหนึ่งแสนบาทมาให้เขาตามที่พูดไว้ เมื่อเห็นว่าเขาพร้อมใจจริงๆเลยตกลงให้สร้างศาลาขึ้นมาคือหลังปัจจุบันนี้แหละ มูลค่ารับเหมาทั้งหมดห้าแสนบาท กำหนดให้เสร็จ 8 เดือน และสร้างกุฏิ ขึ้นอีกหลังหนึ่ง แล้วจึงสร้างถังน้ำ กว้าง 4 เมตร ยาว 14 เมตร สูง 3 เมตร หมดค่าก่อสร้างหนึ่งแสนบาท  “การงานอะไรต่างๆมันก็ต้องต่อสู้ทั้งนั้น อุปสรรค แต่สำหรับเราไม่เคยทำฎีกาเรี่ยไรบอกบุญอะไร  อะไรที่ยากสำหรับเขา สำหรับเรามันง่ายนะ ตลอดมาศรัทธาญาติโยมเขาทำกันเอง บอกกันเอง เขาพร้อมจะสนับสนุนช่วยเหลือเสมอมาจนกระทั้งวันนี้ … อยู่ไปตามมีตามได้ดิ้นรนขวนขวายอะไร ถ้าเขามีศรัทธาอยากทำ ก็พาเขาทำตามวัตถุประสงค์ขอองญาติโยม ตั้งตาไหนแต่ไรมาก็ทำเช่นนี้”
         
  โยมพ่อได้เขามาช่วยตั้งแต่เริ่มสร้างวัด ท่านมีเพี่อนที่เคยเป็นทหารด้วยกันเขาให้เป็นนายสิบแต่ลาออกจากทหารมีครอบครัวที่บ้านตาลนี่  มาอยู่เป็นเพื่อนกันเพื่อดูข้อวัตรปฏิบัติประมาณ 1 ปีเศษและสมัครใจบวชพร้อมกัน รู้สึกว่าท่านต้องการที่จะบวชมาก จึงอนุญาตให้ท่านบวชด้วยกัน 2 คน ได้สร้างวัดนี้เรื่อยมา มีกุฏิหลายหลังเป็นที่อาศัยของพระเณร ปีแรกที่จำพรรษารวมกัน 5 รูป ได้พัฒนาวัดนี้ขึ้นจนสมบูรณ์ถูกต้องตามกฎหมาย ความเป็นจริงแล้ว  การเป็นป่าสาธารณะนั้นไม่มีโฉนดหรือ น.ส. 3 จึงได้จับจองเป็นที่สร้างวัด มีคุณเลื่อน คำคุณเมือง เป็นเจ้าของแทนชาวบ้านทั้งหมด จนเมื่อ น.ส.3 แล้วได้วงเล็บไว้ว่าเพื่อเป็นที่สร้างวัด ตั้งชื่อวัดตาล ตามกฎหมาย แต่ชาวบ้านเรียกว่าวัดใหม่บ้านตาล สำหรับโยมพ่อเมื่อบวชเป็นภิกษุอยู่จำพรรษาร่วมกันจนกระทั่งท่านอายุ 80 ปี จึงมรณภาพ นี่คือการสงเคราะห์ญาติคือโยมบิดาได้เขามาสู่ร่มกาสาวพัสตร์ในพระพุทธศาสนา ท่านก็เป็นผู้หนึ่งที่มีความตั้งใจใฝ่อรรถใฝ่ธรรมของพระพุทธเจ้า  เอาจริงเอาจังเอาเป็นตายฝากชีวิตไว้ในพุทธศาสนาตลอด โดยท่านได้ละสังขารเมื่อพรรษาไ ด้ 12 พรรษา วัดนี้ได้มีพระมาจำพรรษาเพิ่มขึ้นประมาณ 10-25 รูป แต่ไม่ต่ำกว่า 15 รูป  เป็นประจำตลอดมา นอกจากนี้ก็มีญาติเข้ามาบวชเป็นแม่ชี ได้แก่ ยายชีสิม (ซึ่งบวชกับหลวงปูพรหม จิรปุญโญ) ยายชีโส ยายชีบัวเลย  ส่วนโยมแม่ไม่  “ครั้งหนึ่งหลวงปู่พรหมท่านได้ปรารภเองว่าถ้าอยากได้วัดดี ก็ให้มาเอาวัดตรงนี้สิ ที่ป่าช้านี่ เราก็ว่าไม่มีบารมีหรอกหลวงปู่…มันก็บังเอิญจริงๆ”

 

ข้อวัตรปฏิบัติ
          02.00-04.00 น  เดินจงกรม
          04.00-05.00 น.  เตรียมตัวเพื่อไปบิณฑบาต
          06.00 น.  บิณฑบาต
          07.30 น.  ฉัน 1 มื้อ เดินจงกรม อ่านหนังสือ ฟังเทปธรรมะ   พักผ่อน 30 นาที – 1 ชั่วโมง
          11.00 น.   เดินตรวจวัน รับญาติโยม    ปฏิบัติกิจต่างๆ ภายในวัน
          15.00 น.  กวาดตาด (ลานบริเวณวัด)
          16.00-17.00 น.  รับญาติโยม สรงน้ำ
          18.00 น.  พร้อมกันที่ศาลา นำไหว้พระสวดมนต์  อบรมธรรมะและข้อปฏิบัติ
          22.30 น.  เดินจงกรม   นั่งสมาธิภาวนา  สวดมนต์
          23.00-24.00 น.  พัก

ทุกข์ที่สุดในชีวิต
  พระชื่ออาจารย์คำผาย เป็นผู้อ่อนน้อมถ่อมตนน่าเคารพ ท่านอยู่กับหลวงปู่สิงห์ขันตยาคโม เป็นหัวหน้าพาไปใต้ ท่านเคยไปแล้วคงสบายดีไปกันทั้งหมดห้าองค์ มีอาจารย์ประทัง เรานี่ เณรฯลฯเผอิญไปห้วยยอดเจอโยมเขาศรัทธานิมนต์เข้าไปพักในสวนที่เป็นศาลเจ้าโยมเขาก็คลอดลูกพอดีวันนั้นเกรงอกเกรงใจญาติโยม เป็นทุกข์อยู่นั่น ไปอยู่บ้านเขาเห็นอกเห็นใจเขาทุกข์ที่สุดเพราะบวชมาไม่เคยอยู่บ้านโยมนานไม่เคยไปนั่งบ้านคนถึงสองชั่วโมงโดยไม่มีธุระสวมนต์เสร็จแล้วก็ออกมาเลยเขาก็ป่วยคลอดบุตรใหม่ๆ ใจมันเลยร้อน เห็นใจเขาที่ต้อนรับให้ความสะดวก น้ำดื่มกิน…ตกนรกทั้งเป็นเป็นทุกข์อยากจะเดินไปเงินก็ไม่มีสักบาททุกคน ลูกศิษย์ก็ไม่มี โยมนั้นจึงเรียกรถและให้ค่ารถไปสี่สิบบาท เหมือนไปบังคับให้เขาต้องเสียค่ารถค่าเรืออะไรให้ เมื่อหมดค่ารถก็ขนบาตรลง แต่ได้ถามเขาว่าจะไปไหน เขาจะไปจังหวัดพังงาและไม่มีคนไปด้วย จึงได้ขนบาตรขึ้นอีกและได้นั่งไปจนค่ำจึงลงที่จังหวัดกระบี่ทุกข์ที่สุดก็คราวนี้คราวหนึ่ง “ตั้งแต่บวชมานี่ เข้าไปในหมู่บ้านเก่าของโยมพ่อโยมแม่ที่บ้านตาลไม่เกิน 20ครั้งนะ  เว้นแต่ญาติโยมป่วยจึงเข้าไปมีอะไรบอกๆเขาเสร็จก็กลับแล้ว ไม่เหมือนพระเณรสมัยนี้ ชอบเข้าไปในหมู่บ้าน เราไม่มีกะจิตกะใจ เว้นแต่นิมนต์จบแล้วก็กลับวัดเลย”

  อีกครั้งหนึ่งไปเกาะล้าน ด้วยเจนนาดีของโยม มีนิมนต์ไปขึ้นเรือนเขาบอกจะพาไปเกาะช้างแต่เช้า ไปกับหมู่หลายองค์เก้าองค์ด้วยกันถ้าไปองค์เดียวถ้าจะตับแตกตายเป็นทุกข์ ทุกที่สุดคั้งหนึ่งในชีวิต ทุกข์เพราะมันไม่น่าไป พอลงเรือแล้วคนเยอะแยะมากเป็นพันคนมีสารพัดบนนั้น ฉายหนังรำวง คนสนุกสนานกันชาวบ้าน แต่เราเป็นทุกข์ ใครก็ทุกข์ทั้งนั้น เพราะไม่รู้ว่าเขาจะพาไปอย่างงั้น ขึ้นไปนั่งเหมือนลิงนั่ง..ง…ง ไป มีผู้ชายแต่งตัวแต่ง หน้าแบบผู้หญิงส่องกระจก ฮู้ย! ถ้าเหาะได้ก็เหาะแล้ว แต่มันหนักกิเลสเลยเหาะไม่ได้ ถ้าดำน้ำหนีมาได้ก็อยากจะโดดเรือมานั้นแหละ หัวเราะกันถ้าคนเดียวนี่แย่เลยนะ นี่ยังดีมีหลายองค์ไปดูปะการังขี่เรือที่มีกระจกใสสมองลงพื้น พวกฝรั่งมาอาบแดดนอนอยู่โน่น..โอ๊ย! เราคิดมาดูของอะไรอย่างนี้เหรอนี่ เจตนาดีของขา ของศรัทธา อยากให้ครูอาจารย์ไ ด้ดูของแปลกๆ แต่มันไม่เหมาะกับสมณสารูป ไม่ใช่ที่ที่น่าไป เลยเป็นทุกเอาจริงๆเลยคราวนั้น เพราะนี้มันไม่เคยไปอย่างนั้นถ้าไปเป็นกิจจะลักษณะก็ไปอย่ะ แต่ไม่เที่ยวแบบนั้นนี่ไปเพราะไม่รู้เขาบอกว่าชื่อตั๋วไว้หมดแล้ว

เรื่องของอารมณ์ 
  ครั้งหนึ่งสมัยอยู่จวงเรื้อน สงสารตัวเองว่า ทำไมต้องมาอยู่สถานที่อดๆอยากๆกินข้าวกับต้มผัก เขาทอดผักกาดใสแกลือกับน้ำมันหมู กินกับข้าว ก็อยู่กินพอตายฉันได้เยอะ แต่มันไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย มีน้ำมันก็พอยังชั่ว สงสารตัวเองความคิดมันปรุงแต่งขึ้นมา เอ๊ะ เราอยู่ที่ไหนก็ไม่ได้อดอยากอะรทำไมมาอยู่มาอยู่ในที่แบบนี้ ทำใ ห้น้ำตาร่วงออกมาเองไม่ได้ร้องไห้ แต่มันไหลออกมาเองพอได้สติก็นึกด่าตัวเองเป็นอยู่วันนั้นวันเดียวเอง…ไม่เคยเป็นอีก ในปี 2505เราได้ไปแสวงหาความสงบได้ไปจำพรรษาอยู่กับชาวเขาเผ่าเย้า จังหวัดเชียงราย ตั้งกายตั้งใจไปแสวงหาความสงบได้อธิษฐานมอบกายถวายชีวิตบูชาพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ข้าพเจ้ามาอยู่ที่สถานที่นี้ไม่มีความปรารถนาส่งอื่นใด นอกเหนือจากความสงบ เยือกเย็นเป็นสุขจากธรรม คำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าหากว่ามีกรรมมีเวรกับสิ่งใดๆ แล้วก็ขอมอบกายถวายชีวิตเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา นี่คือความต้องการในสถานที่แห่งนี้ มาอยู่ที่แห่งนี้ในป่าเขาลำเนาไพร ถึงแม้ว่าจะทุกข์อยากลำบากจากร่างกายจิตใจอย่างไร ก็ไม่ย่อท้อ จะตั้งหน้าปฎิบัติบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ นี่คือความตั้งใจที่ไปแสวงหาความสงงบระงับทุกข์

  มีอยู่วันหนึ่ง ในขณะที่เรานั่งสมาธิอยู่ในกระต๊อบของเราเอง ก็มี 3 คนไปหาแต่เขาเข้าใจผิดคิดว่าเราไม่อยู่ในสถานที่นั้น เขาจึงตระโกนเรียกหา ใช้เสียงดังสุดเสียงของเขาทำให้เราเดอารมณ์ข่มใจขึ้นใจไม่อยู่เพราะคิดว่าเขาถูกเหยียดหยามไม่เคารพต่อเรา ความคิดนี้เกิดขึ้นมาอย่างรุนแรง จึงคว้าเอามีดที่อยู่ในกระต๊อบออกมาหวังจะฆ่าพวกที่คิดว่าเขาดูถูกเราไปตระโกนเรียกเราในสถานที่นั้น นึกว่าตัดคอมันทั้ง 3 คน พอเปิดประตูออกมาเห็นกิริยาของคนทั้ง3 กราบลงทั้ง3 ครั้ง เราก็เดินออกมาเขาก็กล่าว “ขอโทษ พวกผมไม่รู้ว่าท่านอยู่ที่นี่”กิริยาที่แสดงออกของเขา ทั้งกาย วาจา ที่เปล่งออกมานั้น บอกว่า ขอโทษจิตมันวูบลง เมื่อเห็นเขาแสดงความเคารพเลยสะกดจิตไว้ได้เย็นลงทันที่ ความร้อนนี้ การสะกดจิตนี้อย่าไปสะกดคนอื่นเลย ให้สะกดคนอื่นเลย ให้สะกดจิตตัวเ องนี้ ถ้าทำได้เวลาเกิดอารมณ์ความยินดีบางทีให้คูณก็ได้ให้โทษก็ได้ ยินร้ายให้คุณก็ได้ให้โทษก็ได้ยินร้ายให้คุณเมื่อได้สติปัญญาขึ้นมาไม่เช่นนั้นก็รู้สิ่งเหล่านี้เห็นสิ่งเหล่านี้ไม่ได้  ยินดียินร้ายนั้นให้ทั้งคุณทั้งโทษนั่นแหละ เรื่องของอารมณ์ที่มันเกิดขึ้นกับจิตสิ่งเหล่านี้ต้องมีสิ่งกระทบนะ  ที่เกิดจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ  เข้ากระทบจิตเรียกว่า  เจตสิกธรรม จึงจะนำอารมณ์ให้ยินดีและยินร้ายขึ้นมาได้ จึงให้สะกดจิตเราอย่ายินดีอย่ายินร้าย อย่ายินดีให้สะกดอยู่กับเรา .. จะค่ำมืดรกอะไรก็แล้วแต่ สมัยเป็นฆราวาสไม่กลัวเป็นกลัวตายมันอยากจะฆ่าคนอื่น  ไม่รู้จักสะกดจิตตนเอง พอมารู้อรรถธรรมก็สะกดจิตได้ เกิดเมตตาสงสารได้ ยินดียังไงก็สะกดได้ โอกาสการทำชั่วผิดศีลผิดธรรมนั้นมีโอกาสทำได้ แต่เราสะกดจิตเราไม่ฆ่าไม่ทำลาย พอสะกดจิตอยู่แล้ว จะมีปัญญาขึ้นมาอีกที พิจารณาให้เห็นประโยชน์ เห็นโทษ เห็นภัย ความยินดีก็ทุกข์ได้  ความยินร้ายก็ทุกข์ได้ ความโกรธที่มันมีขึ้นอย่างรุนแรง ก็จะอ่อนลง ทำให้เกิดความเมตตาสงสารขึ้น

  ในเวลานั้นมาระลึกนึกว่า ถ้าเราฆ่าคนตายจะได้อะไรจากความตายของเขา เราได้อะไรจากการกระทำของเราเมื่อเขาตายไปแล้ว คือ ได้ความไม่สงบจะต้องถูกจับ ถูกตำหนิติเตียน ติดคุก ติดตาราง อย่างนี้หรือเป็นผู้มาแสวงหาความสงบ ระงับดับทุกข์  มันผิดจากสมณะ ผู้สงบระงับดับความชั่วความเลว ดับทุกข์ ดับโทษ อย่างที่ปรารถนาไว้เบื้องต้นเมื่อได้สติสัมปชัญญะ ความรู้ตัวขึ้นมาเช่นนี้แล้ว ความโกรธจึงค่อยระงับดับลง ไม่ได้ทำความชั่วถึงทำลายชีวิตผู้อื่นให้ถึงซึ่งความล้มความตาย ผิดจากความมุ่งหมายที่ตั้งเอาไว้เป็นเบื้องต้น เมื่อได้สติจึงพูดออกมาว่า “ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป อย่าได้พากันทำเช่นนี้อีก”เขาทั้งสามคนตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงเราได้กล่าวตักเตือนก็ยังประนมมือ  ขอโทษ ขออภัย กราบลงกับพื้นดินหน้ากุฏิ  ใจของเราก็เย็นลง  เย็นลง ไปเป็นลำดับ หายจากความโกรธ เกลียด เคียดแค้น เห็นโทษ เห็นภัยในความโกรธ ของตนเองลงไปได้  มีสติ  มีปัญญา  ไม่พูดชั่ว  พยาบาทอาฆาตคนทั้งสามนั้น  เขาทั้งสามก็ได้พักกับเราในคืนวันนั้น  จึงได้ซักไซ้ไต่ถามว่า  ไปไงมาไง  ปรารถนาอะไร  จึงมาที่นี่  เขาจึงบอก  มาจากบ้านนั้นบ้านนี้  มีชื่ออย่างนั้น  นามสกุลอย่างนี้  ที่มานี่ต้องการให้ท่านเมตตาบอกบัตรบอกเบอร์  จึงได้บอกเขาว่า “ถ้าอยากได้เลขให้ไปขอกับพวกครูที่สอนนักเรียน  เขาคงศึกษามาเรื่องเลข  แต่ถ้าโยมอยากได้เลขอะไรจะเขียนให้ก็ได้  จะเอากี่ตัวล่ะ  เลข 1 ถึง 0 น่ะ  อาตมาก็เขียนให้ได้  โยมไม่ได้เรียนหนังสือรึ” เขาก็บอกว่า “ได้เรียนอยู่  แต่อยากได้สามตัวให้ท่านเขียนให้” “ถ้าโยมเขียนได้ก็เขียนเอาเอง  แค่สามตัวอาตมาก็เขียนให้ไม่ได้  เพราะว่าอาตมาอยู่สถานที่นี้ได้ตั้งสัจอธิษฐานว่าจะไม่บอกบัตรบอกเบอร์ให้ใครทั้งนั้น  อาตมาจึงเขียนให้ไม่ได้  อย่างที่โยมปรารถนา  ถ้าหากว่าจะให้พระเขียนให้ก็ให้ไปหาพระที่บ้านโยมให้ท่านเขียนให้ก็ได้หรือให้ครูให้ใครที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมา  ถ้าเขาเขียนหนังสือเขียนเลขเป็น  เขาก็เขียนให้ได้”  ก็กลายเป็นเรื่องสนุกสนานกันไป  จิตใจก็ร่าเริงเบิกบานความโกรธที่เกิดขึ้นก็ลืมไปหมด

  สมัยอยู่ป่าเมี่ยงแม่สาย  มีคนมาขโมยพระพุทธรูปหน้าตักประมาณ 9 นิ้ว  เกิดอารมณ์โกรธอย่าง  รุนแรง  คิดจะไปฆ่าเขาทั้งๆที่ตนเองก็ยังเป็นพระอยู่นี่จะคว้ามีดไปฟันคอมันให้ขาดคาบ้าน  เอาขนาดนั้นนี่ความคิดเวลาจิตมันฟุ้งขึ้นมามันว่า  เออ…เรานี่ไม่มีวาสนาละมัง  เลยคิดแต่ว่าจะไปฆ่าเขานี่จะไปยังไงดี  ก็ไม่พ้นจากการนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์อยู่  ไปในเพศสมณะ  คิดไปคิดมาอยู่นี่  เวลาอารมณ์มันขึ้นมาแต่ละที  คิดแต่จะไปฟันคอมันด้วยความกรุ่นความโกรธที่เขาไม่เกรงกลัวเรา  ดูถูกเหยียดหยามเรา กว่าจะได้   สติปัญญาละเลิกความคิดนี้ได้ใช้วเลาอยู่เป็นเดือน  เดินจงกรมก็แล้วหาวิธีแก้ความคิดที่จะไปฆ่าเขา  ว่าเขาดูถูกเหยียดหยามเรา  หาวิธีแนวทางให้จิตสงบระงับลงไปได้ใช้เวเลาอย่างน้อยเป็นเดือนนะ  เพียงคิดแต่จะไปฆ่าเขานี่มันก็เป็นทุกแล้วนะ  คิดแล้วคิดอีกกลับไปกลับมาวกวน  มันไม่ไปไหนแล้วนั่น  ภาษาผู้พฤติปฏิบัติเรียกว่าจิตฟุ้งซ่านไม่สงบ  นี่คือความที่จิตไม่สงบนะ  มันเกิดอารมณ์อาฆาตพยาบาทคิดไม่นอกเหนือไปอย่างอื่น  นอกจากการฆ่าเขานะมองเห็นแต่คนมาร่วมกันขโมยพระอยู่ตลอดนะ  ก็เลยเกิดอารมณ์นี้  คือ  อยากไปฆ่าเขาคนนั้นแหละ  เมื่อมันเกิดความโกรธแล้ว ความโลภ ความหลง  ก็ตามกันมาทั้งชุดนั่นแหละ  หลงไปซะตนเองย่ำแย่กินอยู่มันก็คิดจะไปฆ่าเขา  เดินจงกรมก็คิดจะไปฆ่าเขา  ไม่ธรรมดานะจิตใจนี้  ที่มันได้สติก็ต้องทบทวนดูว่า  ได้ฆ่าเขาแล้วเราจะได้อะไรขึ้นมา  เขาตายแล้วคนตายจะได้อะไร  คนที่จะไปฆ่านี่ได้อะไร  นี่มันวิตกวิจารอยู่ในความคิดนั่นแหละ  พอมาคิดแล้วจิตใจมันอ่อนลง  ว่ามันดียังไง  มันมีโทษยังไง  มันเสียยังไงพระพุทธรูปนี่มันได้ไป  ก็คงไม่ได้เอาไปแกงกินนะอยู่ที่ไหนก็มีแต่คนกราบไหว้คนไม่ไหว้ก็เทวดาไหว้  หรือไปซื้อไปขาย  หวังเอาเงินทองไปใช้จ่าย  อย่างมากได้ไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทประมาณนี้แหละ  มาทบทวนจิตใจนี้ว่าเขาก็จะกราบไหว้นั่นหล่ะ  พระพุทธรูปเรายังมีเยอะแยะตั้งสิบกว่าองค์  กราบเท่าไร่ก็ไม่หมดจะขี้เกียจกราบด้วยซ้ำไป  จะกราบองค์เล็กก็ได้  องค์ใหญ่ก็ได้จะไปคิดทุกข์ยากทำไมนี่  จะมาโกรธไปทำไม  โกรธแล้วก็เป็นทุกข์  นอนไม่หลับ  ฟุ้งซ่านรำคาญอยู่นั่น  เวลามันเห็นโทษเห็นภัยแล้วว่า  ถ้าฆ่าเขาคงติดคุกแน่นนอน  เราไม่ได้อะไร…ได้แต่ติดคุก  เขาจะมาจับข้าคุก 

  ความเป็นพระของเราจะหายไปเมื่อโดนจับแล้ว  ความทุกข์  ความเดือดร้อนก็จะเกิดขึ้นอีก  เมื่อติดคุกติดตะรางจองจำทำโทษ  ก็จะเกิดขึ้นอย่างนี้  เมื่อมันเห็นโทษเห็นภัยพิจารณาไปอย่างนี้…ญาติโยมที่เคารพเทิดทูนเราว่า  เป็นพระดีมีความสงบระงับเหยือกเย็นเป็นสุข  มันก็จะหายไปจากใจของผู้สักการบูชา  มันจะหายไปหมดเลยความเป็นพระก็ไม่มีแล้ว  ความเป็นผู้มีศีลธรรมอันดีที่เคยประพฤติปฏิบัติมาแล้ว  ความดีที่ทำไว้แล้วก็หายไปหมดไม่มีเหลืออะไร  เขาก็จะมองเรานี่ว่า  เป็นคนโหดร้าย  ทารุณ  นี้มัน…ถ้าเราวิตกวิจารดู  ท่านเรียกว่า  ธัมมวิจยะ  เมื่อเราเดินจงกลมภาวนาไม่ว่าจะอยู่อิริยาบถไหน  มันก็จะคิดทบทวน  เห็นโทษเห็นภัยใจก็เลยสบาย  แล้วก็มาคิดอีกว่าช่างหัวมันสุดท้ายเงินหมดมันก็กลับมาขอข้าวก้นบาตรเรากินที่วัดตามเคย  แล้วก็จริงมันก็มา…เราก็รู้อยู่… ความเสียดาย  ยินดีพอใจในพระพุทธรูปอันนั้นก็หมดไปได้  จิตใจก็เลยสงบจากการกระทำนั้นได้  กายของเราก็ไม่ได้ทำบาป  วาจาก็ไม่ได้พูดในทางที่เป็นบาป  จิตใจก็ไม่ได้คิดในทางที่เป็นบาปอีกต่อไป  เพราะเห็นภัยในปัจจุบันที่จะเกิดขึ้น  เพราะอนาคต  เรามองไม่เห็น  เช่น  คำสอนที่ว่าทำชั่วแล้วจะตกนรก  ต้องเข้าใจว่านรกนี่มันตกในปัจจุบัน  ไม่ได้ไปตกที่ไหน  เมื่อเราไปฆ่าเขาแล้วนี่  นรกก็เกิดขึ้นแม้แต่คิดที่จะฆ่า  แค่นี้มันก็ตกนรกแล้ว  มันมีแต่ฟุ้งอยู่ทั้งวันทั้งคืน  กินไม่ได้นอนไม่หลับ  เป็นอยู่อย่างนั้นความคิดนี่ไม่ใช่คิดแล้วจะจบไปเลย  ต้องคิกอยู่เรื่อยๆ  มันต้องพิจารณา  วิตกวิจารจนจิตใจที่มันเยือกเย็น ไม่ใช่จะใช้เวลาแค่วันหนึ่งหรือสองวัน  ต้องใช้เวลานานพอสมควรถึง  แม้ว่าจะปลงตกแล้วมันก็จะ  วูบ  ขึ้นมาเป็นบางที  เหตุนี้พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า  ทำให้มากเจริญให้มาก  จนมีความชำนิชำนาญซาบซึ้งถึงใจจริงๆ  ว่าบุญนั้นมีจริงๆ  บาปนั้นมีจริงๆ  พระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า  ภาวิตา  พหุลีกตา  คือ  ทำให้มากเจริญให้มาก  ไม่ใช่มันฟุ้งซ่านนะ  อันนี้ถ้าไม่คิดมันก็จะไม่เกิดปัญญานักปฏิบัติ  นักภาวนานี่ปัญญามันก็จะเกิดความคิดนี่แหละถ้ามันเข้าใจแล้วก็เป็นธรรมะเห็นโทษเห็นภัยได้ถ้าไม่เข้าใจก็เป็นกิเลสอยู่ปัญญายังไม่เกิดมันก็ระงับอารมณ์ไม่อยู่ต้องเห็นโทษเห็นภัยในการกระทำในการประพฤติปฏิบัตินั้น 

  มีความตั้งใจจะฆ่าคนตั้งสามครั้ง  แต่เราไม่มีกรรมที่ตจะทำชั่วจึงไม่ได้ทำ  แต่บางครั้งนี่ไม่น่าคิดจะฆ่า  มันคงไม่มีกรรมเวรจะฆ่าแต่จิตใจมันเป็นเช่นนั้น  สมัยเป็นฆราวาสวันหนึ่งมีคนเมามาร้องตะโกนล่นบ้านรู้สึกว่า  เอ๊ะ!  ทำไมมันก่อกวนขนาดนั้น  จึงหยิบค้อนขึ้นมาจะทุบทีเดียวเอาให้เหยียดไปเลย  มันเดินมาตามทางนี่แหละแล้วก็เลี้ยวหายไปเลย  เราจึงมาได้สติมานึกได้ว่าเราจะฆ่าคนถึง 3 ครั้ง  แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรมันคลาดเคลื่อนไปได้   “ปัจจุบัน เราไม่ค่อยโกรธให้ใครนะ เราเห็นมันเป็นบาปเห็นการเบียดเบียนกันไม่ดีทั้งปวงมีแต่เป็นทุกข์เป็นโทษเป็นภัย เป็นเวร ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่เคยคิดจะฆ่าใครทั้งนั้นล่ะ”  คราวหนึ่งอ่าวลึก ได้เดินทางต่อไปทับปุด มันมืดแล้ว ถ้าเดินทางต่อไปไม่ได้และมีบ้านคนแค่ 3-4 หลังคาเรือน จะไม่มีที่บิณฑบาตร ต้องนอนอยู่ที่แคมป์คนทำทางฉันเสร็จออกจาก อำเภอทับปุด ไปถึงจังหวัดพังงา จะค่ำแล้วเลย…โยมนิมนต์ให้ฉันน้ำจึงถามโยมว่า มีวัดพอที่จะให้อาศัยไหม ตามเนี่ยเขาจะให้พักได้หรือเปล่า  เขาเลยบอกว่ามี แต่มีหลวงตาอยู่องค์เดียว เราก็มาจินตนาการไปก่อนแล้วว่า เอ๊ะ วัดทั้งวัดมีองค์เดียวนี่…วัดอื่นครูบาอาจารย์ต้องมีหลายองค์ นี่องค์เดียว เลยคิดว่าพระมันคงจะดุร้ายพอสมควรสิ และขี้เหนียวละมัง จนกระทั้งว่า ขอนอนแค่คืนเดียวนี่ ไม่ได้ก็ให้รู้กันไปสิ ถ้ามันอาระวาดก็จะสู้กัน ถ้าได้ชกต่อยกันแล้วละก็ มึงไม่ตายกูก็ตายละวะ ให้จบเรื่องกันไปแค่นั้น พอไปเอาเข้าจริงๆ ความคิดมันผิดความคาดหมาย หลวงตาที่ฉันว่านั้นเป็นหลวงพ่อของปู่เหรียญ วรลาโภ  โอ๊ะท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่น่าเคารพเลื่อมใสอยู่ ท่านมีอุปนิสัยเหมือนหลวงพ่อเราของเรานี่แหละ อ่อนน้อมถ่อมตนดีมาก พอเห็นหมู่คณะไปหา ท่านก็รีบลงมาตอนรับด้วยความยินดี เพราะท่าอยู่คนเดียว พอท่านส่งภาษาภาคอิสานลงมาให้เราได้ยินนี่ เหมือนอยู่ในความมืดแล้วเจอแสงสว่าง จ้าาา…ขึ้นมาทีเดียวมันเหมือนกับอีกโลกหนึ่ง เออ ! กูไม่ตายแล้วคราวนี้ นั่นปี พ. ศ. 2498 พอดีในระยะนั้นเป็นวันบูรพาจารย์ครูอาจารย์ทั้งหลายมาประชุมกันแทบทั้งหมดที่วัดสุทธาวาส(จ. สกลนคร) หลวงพ่อท่านจึงอยู่เฝ้าวัด

อยากสึก! 
  ครั้งหนึ่งต่อสู้กับความอยากที่ว่า มีคนเอาเสื้อ เอากางเกงมาให้ อยากให้สึก และชวนไปทำมาหากิน จับจองที่ดิน บางครั้งนี่ก็ยินดี ความพอใจมันเกิดขึ้นนะ เรื่องของความอยากนี่ บางครั้งมีคนชวนไปทำงานโรงเลื่อยเงี้ย ก็เลยเป็นเหตุให้เกิดความอยากก็คืออยากร่ำอยากรวย อยากเป็น คืออยากจะเป็นฆราวาสเพื่ออกไปหาเอาที่ดิน หรือไม่ความอยากนี่ ความคิดสองอย่างนี่มันรบกันอยู่ การต่อสู้กับความอยากนี้มันไม่ใช่ธรรมดา สู้ไหวหรือไม่ไหว สึกดีหรือไม่สึกดีนี่ มันสู้กันอยู่ เพราะคนที่มานี้เขายินดีเขาพอใจ คนมีกิเลสนี่มันก็เกิดความยินดี เวลามันอยากได้อยากมี

  อีกอย่างหนึ่งคือเรื่องการไปเรียนหนังสือ ดีหรือไม่ดีนี่ ความคิดอย่างนี้ท่านเจ้าคุณวัดบวรมงคลได้ชวนไปเรียนหนังสือ แต่ไม่มีปัญหาอะไรมันตัดสินใจได้ง่าย เพราะมันเห็นโทษทันทีเลยตัดสินใจได้ง่าย ไม่นานหลายวัน เพราะว่าเมื่อไปเรียนหนังสือแล้วเราต่อสู้กับสิ่งแวดล้อมไม่ได้ จะสึกเร็ว ส่วนการต่อสู้กับความอยากได้นี่ อยากมีทรัพย์สมบัติ อันนี้ต่อสู้ ม้าก…..ก ที่สุดเลย เกือบเป็นเกือบตายพอๆกันแต่ผลสุดท้ายก็เห็นว่าคนมีแล้วเขามีความสุขที่ตรงไหน เขาร่ำรวยมั่งมี มีเงินหมื่นเงินล้านแล้วนี่! ก็เห็นมันเป็นทุกอยู่เหมือนเดิมนั่นแหละ ทีนี้เรามาละลึกว่าสิ่งที่เราอยากได้นี่ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ของเราก็คงมีมาพอสมควร ไม่ร่ำรวยพออยู่ พอกิน แต่เรื่องการทำทานนี่ทำเท่าไรก็ไม่พอ ก็เบื่อหน่ายเหมือนกัน ให้เท่าไหร่ก็ไม่พอ พอได้ให้ก็มีคนมาเอาคนทำนี่มันทำยาก คนรับนี่มันรับง่าย เลยตัดสินใจง่ายถึงแม้ว่าจะมีสมบัติให้ทานนี่มันเป็นทุกข์อยู่นะไม่ใช่ความสุขที่เคยมีมาแล้วความเป็นมาแล้วในชีวิตก็เลยตัดสินใจว่าไม่เอา …ถ้าเอาในสิ่งที่อยากได้มันก็จะเป็นทุกข์ใหญ่ภัยอันตรายก็จะมีกับชีวิต ความทุกข์ ความเดือดร้อน ก็จะเกิดขึ้นเพราะเราทำบุญทำบาปนี่แหละ ไม่ใช่ว่าเราจะทำแต่บุญนะเราทำบาปไปด้วย มาทำบุญแล้วก็มาทำบาปอีกหลายอย่างนะ มาคิดทบทวนดูเรื่องเหล่านี้แหละ จนความอยากได้นี่พอจะเห็นโทษเห็นภัย เลยยอมยอมแพ้ตัดใจไม่สึกดีกว่า

  ถ้าพูดจริงๆ การต่อสู้กับความยินดีความพอใจ  คือ ความโลภ โลภะ ความอยากนี่ เราอย่ามองมุมเดียวแค่มีความเจริญรุ่งเรือง เราต้องมองมุมกลับกันด้วย สิ่งที่เรายินดีพอใจ เราอยากได้เนี่ย ทีนี้คนส่วนมากจะมองแต่ในแง่ดีอย่างเดียว มันไม่มองเห็นในแง่ร้าย   ผู้มีปัญญาจะมองในแง่ร้ายให้เห็นทาเห็นภัยในสิ่งที่เราพึงพอใจ ด้วยความยินดี ความยินร้าย ทั้งสองอย่างนี่ เป็นเรื่องของกิเลสทั้งสิ้น ยังไม่เป็นธรรม มันยังไม่ใช่ธรรม ถ้ามันเป็นธรรมนี่เราจะต้องเห็นทั้งคุณและโทษทุกสิ่งทุกอย่างมันมีทั้งคุณและโทษอยู่ด้วยกัน ข้อสำคัญนี่ ทำยังไงเราจึงจะมีปัญญา เกิดความรู้ความฉลาดว่า สิ่งต่างๆนั้นมันไม่ดี    มันเสียอย่างไร เราจะต้องรู้จักแยกแยะความดีกับความไม่ดีออกจากกันตามกาลตามเวลาของสิ่งนั้นๆ เวลาหนึ่งอาจเป็นอย่างหนึ่ง  เวลาหนึ่งอาจเป็นอย่างหนึ่ง เวลาหนึ่งอาจเจริญ เวลาหนึ่งอาจเสื่อมได้ถ้าเราพิจารณาอย่างนี้ คือเราพิจารณาอนิจจังด้วยตัวมันเอง เออ! อะไรก็ตามไม่ใช่มันจะเจริญเสมอไป ไม่ใช่ว่ามันจะเสื่อมเสมอไปทำใจไว้ให้กลางๆ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ดีพูดอะไรก็ดี ก็จะไม่ทำแบบสุดๆพูดไม่แบบสุดๆ  ถ้าเราทำแบบสุดๆก็เท่ากับคนขึ้นต้นไม้ไกล้จะไปถึงหมากผลแล้ว ถ้าหากเรี่ยวแรงหมดก่อนก็ต้องพยามลงอย่างระมัดระวัง ไม่ขาดสติ ธรรมก็เช่นอาศัย ปัญญาเป็นเครื่องประกอบทั้งนั้น  ในการปฏิบัติธรรมแม้จะมีความอดทนความพากเพียร ว่าจะเอาให้ได้เอาให้สำเร็จ เอาให้เป็นจนได้ละ…..นี่มันก็คิดแบบสุดๆทำแบบสุดๆ เหมือน ถ้ามันเกิดไม่ได้ละ เกิดไม่เป็นละ เราจะตายเลยเหรอ ถ้าไม่อยากตายละจะได้ยังไง  นี่ก็ต้องคิดนะ ก็ต้องเห็นโทษเห็นภัยถ้าไม่เห็นแล้ว มันก็จะละความอยากให้มันเป็นอย่างนั้น มีอย่างนั้น ได้อย่างนั้น ถึงมันไม่ได้ก็ไม่เสียใจ เพราะเรารู้ว่าสมบัติโลกมีเจริญก็ต้องมีเสื่อม เมื่อมันเจริญก็ไม่ดีใจเสื่อมก็ไม่เสียใจ เท่ากับรู้ธรรมเห็นธรรม ธรรมดาของสังขารนั่นเอง
          
  ความอยากหรือความโลภที่ยกตัวอย่างขึ้นมาเบื้องต้นนั้น ที่ทำให้เราหมดอยากเพราะเห็นโทษมันมาแล้ว สิ่งต่างๆเหล่านี้ เราเคยมีเคยเป็น เคยพบเห็นมาแล้วเราก็เลยท้อใจ คลายความอยากได้อยากมี อันนี้ก็สำคัญ ถ้าขืนเราสู้ไปอยู่อีก กิเลสก็ยิ่งจะละเอียดเข้ามาอีก มันจะมาเล่นงาน เราอีกถ้าเราไม่หนี  มันก็ละไม่ได้เลิกไม่ได้ ก็หนีให้มันพ้นไป เหมือนกับงูพิษ เหมือนกันเสื้ออย่านี้ ถ้าเรารู้ว่ามันอยู่ตรงนี้ ก็อย่าอยู่ให้เสือกินเรา ถ้าเราหนีซะก็พ้นไปได้ ถ้ายังอยู่เราตายแน่ๆ หมดความพากเพียรแน่ๆ กิเลสมันเป็นอย่างนั้น ยิ่งเรามีปัญญามาก กิเลสก็ยิ่งละเอียดมาก ปัญญาละเอียดกิเลสก็ละเอียด ให้เห็นโทษเห็นภัย ถ้ามีไป ก็กลัวไปสร้าง สร้างกรรมสร้างเวรบาปมากยิ่งขึ้น สิ่งที่ไม่เคยก็จะมีขึ้นมาอีก เพราะเรายังเชื่อใจตนเองไม่ได้ จึงหนีจากสิ่งแวดล้อมที่อยู่ยั่วยวนกวนใจ เลยหนีจากนั้น อย่าไปสู้มันให้หนีไปก่อน มีกำลังมาใหม่ค่อยมาสู้ใหม่ พอหนีไปแล้วมันไม่ได้เห็น มันไม่ได้ยินสิ่งเร้าใจจูงใจมันกูหมดไปสิ ถ้าเรายังได้เห็นได้ยินอยู่มันก็เป็นเครื่องเร้าใจ มันเป้นภาพหลอกลวงให้เราหลงไปได้ง่ายๆ เมื่อเราหนีแล้วความปลอดภัยจะเกิดขึ้นได้ จนกระทั่งเราไปอยู่เกาะช้าง ก็เลยหมดอาลัยตายอยากในความอยากได้นั้น นึ่คือมันมีกำลัง มันเลยทำลายความอยากนั้น เพราะเราทบทวนทุกสิ่งที่ผ่านมาแล้ว มันเคยมีมาแล้ว เห็นแต่ทุกข์แต่โทษแต่ภัยแต่เวร ความอยากนั้นเลยหมดไป ความเป็นพระของเราเลยยืดยาวมาได้ 
         
  ในยุคสมัยนี้ความอยากได้อันนั้นอันนี้ก็หมดไปหลายสิ่ง ถึงแม้ว่าบางอย่างมันละเอียดอยู่มันยังรู้ไม่ได้ มันก็ยังมีอยู่นั่นแหละ ไม่ใช่มันหมดไม่เหลืออะไร ที่ไหน มันก็มีที่นั่นแหละ แต่ถ้าเราคิดถึงโทษที่มันจะตามมาเล่นงานเรานี่ มันจะมากกว่ามันให้คุณ ถ้าเราอยู่ในศาสนาต่อไปนี่เราก็จะได้บุญได้กุศล มีคุณงามความดี และมีศีลธรรมข้อปฏิวัติจิตใจของเราได้ เราคิดยังงั้นเราจึงหนีไปที่ต่างๆจากเกาะช้างมาถึงจันทรบุรี จากนั้นมาวัดอโศการามแล้วไปภาคเหนือแล้วก็หมดความอยากที่เกิดขึ้นในสถานที่ๆเกิดความยินดี ความพอใจ ไปข้างหน้าแล้วก็อย่าคิดว่ามันไม่มีอีก มันมีอีกเหมือนกัน เพราะเรายังไม่หมดกิเลส เรายังมีหูตา และมีจิตใจอยู่ แต่ถ้าหากว่าเราเห็นภัยมันแล้วนี่ สิ่งที่ยั่วยุยินดีพอใจมันก็น้อยลง  มองเห็นทาเห็นภัยมันง่ายขึ้นเมื่อมันเกิดอีก จนหนีไปอยู่ภาคเหนือก็มีสูตรเดียวกันอีกนั่นแหละ เรื่องมาชวนเอาที่ดินแถววัดสันติธรรมนี่เป็นทุ่งนาทั้งหมด แม่อูน  ตันตราภัณฑ์  ที่แถวจังหวัดเชียงใหม่เขาสรรค์ราคาก็ถูก มีคนชวนไปซื้อที่ดินไว้ซัก 3-4 ไร่เรามีความพร้อมอยู่ แต่เราเป็นพระแล้วซื้อที่ก็จะมีเครื่องคล้องคาจิตใจ เป็นเหตุให้มีความกังวลเกี่ยวกับเงินทองและสิ่งแวดล้อมต่างๆเดี๋ยวก็จะสึกไปได้ จิตเลยไม่สนใจชวนยังไงก็ไม่สนใจ มีความพร้อมที่จะเอา แต่ไม่เอา เลิก!ไม่สนใจแล้ว

ผู้หญิง – ผู้หยัง 
  ตอนเรามาอยู่เชียงใหม่เนี่ยมันก็มีสิ่งยั่วยุเหมือนกัน เราเห็นโทษภัยมันอยู่ไม่รุนแรงอ่อนลงได้ง่าย จนคิดว่า เออ เขารักเราชอบเราก็ดีแล้ว แต่เรานี่จะไปยินดีเหมือนชาวบ้านเขานี่มันใช่สมณะผู้เห็นภัยในวัฏฏะจักรสาร ใจก็เฉยๆเขาจะเปิดโอกาสมาแง่ไหนมุมไหนเราก็จิตใจเฉยๆธรรมดาๆอยู่ เหมือนกับญาติกับมิตรกับพี่น้อง ใจมันเป็นอย่างนั้น ๆม่ ใช่ว่ามันจะไม่เกิดไม่มี เจอที่หนึ่งแล้ว ที่อี่นจะไม่มีนะ ไม่ใช่นะ สิ่งเหล่านี้ แต่ถ้าเราเห็นโทษเห็นภัยในสิ่งเหล่านี้แล้วมันจะทุเลาเบาบางลงมี่วุ่นวาย มันก็แก้ปัญหาได้ ที่ไม่ตายจากนักบวชก็เพราะเริดอย่างนี้ พิจารณาอย่างนี้จึงได้อยู่มาได้เรื่อยๆจิตใจก็สงบไปเอง จิตใจก็ไม่มีอกุศลธรรม คิดแต่สิ่งที่เป็นกุศลธรรมเสมอมาตลอด ถึงแม้บางครั้งบางโอกาสมันจะเกิดขึ้นเองบ้าง มันก็รู้ได้ทัน รู้ได้ง่าย เห็นโทษเห็นภัยได้ง่ายๆจนกระทั่งว่าเออ! มันเป็นธรรมดาของโลกของสงสารนี้ ไม่มีอะไรที่จะดีหมดทุกสิ่งทุกอย่างนะ ถ้าจะเปรียบเหมือนคน ไม่ใช่ว่าคนๆนั้นจะดีหมดทุกอย่าง เป็นที่ยินดีพอใจไปหมดทุกอย่าง ในร่างกายของคนนี้ ถ้าเราไม่มีปัญญา เราก็จะตายได้ เพราะความอยาก มี่รอบคอบ เหมือนกินปลานี่ ปลาก็มีก้างอยู่ ขี้ก็มีอยู่ สิ่งที่ไม่ดีในปลาก็มีอยู่ ถ้าเราไม่ฉลาดไม่มีปัญญา ไม่พิจารณาให้ละเอียดรอบคอบแล้ว ก้างก็จะติดคอเราให้ได้รับทุกข์รับโทษทรมานร่างกายได้ เพราะเราขาดความรอบคอบ ถ้าคนเราคิดอยู่บ่อยๆ ค้นดูบ่อยๆ มันจะค่อยเข้าใจไปไม่ว่าสิ่งใดๆความเสื่อมก็เหมือนกัน ความเจริญก็เหมือนกัน จะให้มันดีเสมอเหมือนกันหมดก็เป็นไปไม่ได้ จะให้มันเลวเหมือนกันหมดก็เป็นไปไม่ได้ จะไม่ให้มันเกิดก็ไม่ได้ จะไม่ให้มันดับก็ไม่ได้ สิ่งที่เราพึ่งพาอาศัยอยู่นี่ เมื่อเรารู้เข้าใจแล้วเราจึงวางได้นะ สิ่งที่ยั่วยุให้เกิดความโลภ โกธร หลง เราพิจารณาเหตุมันซ้ำแล้วซ้ำอีกทั้งคุณทั้งโทษนะ ต้องพิจารณาดูทั้งสองอย่าง อะไรควร เราจะเอาประโยชน์ส่วนไหนจากสิ่งนั้นยังไง ทุกอย่างมันก็มีประโยชน์ได้ ทั้งนั้นถ้าเรามีปัญญารู้จักใช้มัน แม้แต่ใบไม้บางนี่มันก็มีคุณมากเหมือนงูกัดเอาใบไม้มาเคี้ยวๆแล้วแปะ ก็สามารถดูดพิษออกจากร่างกายได้ หายเจ็บปวดทนทุกข์ทรมาน ถ้าเราคิดมีหลักมีกฎมีเกณฑ์ นั่นและ

  ท่านเรียกว่า เจริญมรรค ภาวิตา พหุลีกตา ทำให้มากเจริญให้มาก วันหนึ่งมันจะต้องรู้จะต้องเข้าใจไม่ว่าเราคิดสิ่งใด คิดให้เสื่อมก็ได้ คิดให้เจริญก็ได้ ส่วนธรรมก็คือธรรม ธรรมก็อยู่ของมัน มีแต่จิตใจเรานี้แหละกลับกลอกหลอกหลอนอยู่เรื่อย เราต้องอาศัยความเพียร ความพยายามไม่ท้อไม่ถอยไม่เลิกไม่ละ อยูที่ไหนทำใจให้เป็นกุศลได้อยู่ทุกเมื่อก็สบายนะ ถ้าจิตมันเป็นอกุศลแล้วมันก็นำทุกข์มาสู่ตนเองได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ในถ้ำ ในเหว ในเขา มีคน ไม่มีคน  จิตอันนี้มันก็เป็นปลิโพธกังวลได้ทั้งนั้น ถ้ามันขาดปัญญาแล้วก็แก้ไม่ได้แก้ไม่เป็น ต้องอาศัยการพินิจพิจารณาให้ละเอียดรอบคอบ ถ้ามันสงสัยแล้วก็อย่าเพิ่งพูดก่อน อย่าเพิ่งทำก่อน จนเมื่อเราเห็นว่า เออ! เราไม่ตายแน่ ๆ ค่อยตัดสินใจได้…ไปนี่เราตายแน่ ๆ นี่เราก็ไปไม่ได้ให้มันแน่ใจ เราทำอะไรด้วยความแน่ใจว่ามันปลอดภัยแล้วปัญหาที่มีก็น้อย

  การฝึกจิตฝึกใจนี้มันต้องฝึกไปตลอดเวลา ต้องฝึกต้องหัดไป มันเป็นทัศนศึกษา ศึกษาเรื่องความคิดตน ความคิดผู้อื่น ศึกษาธรรมชาติที่มันมีอยู่เป็นอยู่แวดล้อมกายใจของเรา ทุกวันทุกเดือนทุกปีก็เป็นอยู่เช่นนั้น มันจึงจะรู้ จึงจะเห็น อย่างความเจ็บปวดก็เออ… มันเป็นธรรมดาของมัน เราเห็นความเป็นธรรมดาของมันหรือยัง ถ้าไม่คิดไม่ค้นนี่ เห็นไม่ได้จริง ๆ นะ พูดได้อยู่ว่าธรรมดา ธรรมดา แต่ไม่เห็นจริง ๆ นะ ธรรมดานี่ พอเวลามันเป็นแล้วเป็นทุกข์ ร้องโอย ๆ อยู่ อายุ 70 – 80 แล้วก็ตามนี่คือคนไม่เห็นเป็นธรรมดา ถ้าเห็นจริง ๆ แล้วมันจึงจะวางได้ถ้ารู้จริง ๆ แล้วว่ามันเจ็บมันปวดแล้วจะทำยังไง จะทำยังไงก็ทำไม่ได้แล้ว จึงรู้ว่ามันเป็นธรรมดาของมัน เหมือนเราปวดจะไม่ไปห้องน้ำนี่ เออ.. จะไปยังไงจึงจะหายเจ็บหายปวดนี่ เช่น เราไปได้รับตำราแขก หันหน้าเข้าหาป่าซะ อย่าไปมอง เขาไม่เห็นแล้ก็แล้ไปละหมดปัญหาไป เลยหมดทุกข์ไป ถ้าเรากลัวก็อาจจะอย่างนั้นอย่างนี้ก็เป็นทุกข์ละสิ อะไรบางอย่างนี่เราไปยึดไปยึดไปถือมันเลยเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา เรื่องเล็กน้อยกก็กลาเป็นเรื่องใหญ่นะ ถ้าเราถือ คนนั้นดี คนนี้ชั่ว คนนั้นโง่ คนนี้ฉลาด  ไปให้สิ้นไม่สุดนะ ถ้าเป็นงั้น แต่ถ้าว่ามันมีอย่างนั้นแหละมันเป็นธรรมดาของพลโลก สัตว์โลก เกิดรวมโลก ร่วมสงสารแล้ว ก็มีทั้งโง่และฉลาดแล้วไม่ต้องหมายถึงผู้อื่นหลอกตนเองนั้นแหละ  มันต้องโง่ก่อนมันจึงจะฉลาด เหมือนโดนแตนต่อยแล้วค่อยมองดู โอ๊ย …ระวังมันอยู่ที่นี่ จึงหาวิธีแก้ไข มันก็ขึ้นอยู่กับปัญหาของคน บางคนก็คิดว่าจะฆ่ามันให้ตายหมดจึงหมดปัญหานี่ก็ได้เหมือนกัน แต่ว่ามันเป็นทุกข์เป็นโทษเป็นภัยเป็นเวร อีกอย่างหนึ่งว่า กูเดินไปทางอื่นก็หมดปัญหาสิ ที่อื่นมีแผ่นดินอยู่มากมาย ก็เลี่ยงไปสิ

  อย่างเราชอบผู้หญิงนี่หรือเป็นผู้ชายก็แล้วแต่ละ เออ… ถ้าเราจะพิจารณาเห็นแต่ภายนอกอย่างเดียวนี่มันไม่รอบคอบนะ ถ้าจะพิจารณาให้จิตมันคลายความกำหนัดยินดีนี่ มันไม่ใช่มองแต่ผิวพรรณ วรรณะ  ทรัพย์สมบัติ ชาติตระกูลของเขานะ เราต้องมองไปว่า เราต้องชอบอุจจาระ ปัสสาวะเขาไปด้วยนะ ต้องมองไปยังงัน ไม่ใช่ชอบแต่ภายนอกอย่างเดียว ถ้าพิจารณาไปอย่างนี้แล้ว มันก็จะเกิดความเบื่อหน่ายท้อถอยได้นะ มันเกิดเป็น แก่เป็น เจ็บเป็น ตายเป็นได้อยู่ มันโลภอยู่ มันหลงอยู่ มันหนีจากเราไปได้อยู่ คิดไปอย่างนี้ ทำจิตใจนี่ …ความยินดีนี่มันก็จะลดลงนะ ถ้าเห็นมันว่าโอ๊ย..มันไม่ใช่แต่ของดี ๆ นะ ในคนที่เราชอบว่ามันสวยว่ามันงาม สิ่งไม่สวยไม่งามมันก็มีอยู่ มันไม่ใช่มีแต่ความสุขสบาย ความทุกข์เดือดร้อนก็มี ถ้าเราชอบผู้หญิงอย่างนี้ไม่ใช่มีแต่เขาจะเพียงยินดีเรา บางทีเราก็เบื่อเขา บางทีเขาก็เบื่อเรา

  ถ้าเราคิดทบทวนหวนกลับอย่างนี้ จะทำให้ความอยากมันลดน้อยถอยลง ถ้าเราคิดว่า ถ้าเขาทิ้งเราล่ะ จะทำยังไง ถ้ามีทรัพย์สมบัติแล้วเขามาฆ่าเราตายมาบั่นทอนตัดรอนล่ะ ตามธรรมชาติของคนที่มีอิจฉาริษยา มานะ ทิฏฐิ ถ้าเราเจริญเขาก็อิจฉา อยากฆ่าอยากทำลายอยากให้เราเสื่อม ถ้าเราไม่ฆ่าเขา เขาก็จะฆ่าเรา มาคิดพิจารณาใคร่ครวญแล้ว ก็จะเห็นภัย แล้วก็มีในโลกนี้จริง ๆ  ทุกหนทุกแห่ง ได้ยินข่าวทางวิทยุ หนังสือพิมพ์อยู่เป็นประจำ เรื่องยื้อแย่งแข่งดีกันนี่ นี่เลยทำให้ตัดสินใจได้ว่า เลิก ไม่เอา ไม่สึก หนีเข้าป่าดีกว่านี่ถ้าเราพิจารณาว่า พอเราไปแต่งงานแล้ว เขาก็ทิ้งกันเยอะแยะไป แรก ๆ เขาก็ว่า ว่าไม่ทิ้งกันหรอก มัน…เวลาเอาจริง ๆ นี่ มันไม่ได้อย่างนั้นนะ เอาละ ร่วมเป็นร่วมตายกันละ มันพูดได้นะ พอเวลาเอาจริง ๆ มันจะวิ่งหนี มันไม่สู้ มันจะเอาแต่ดีนั้นแหละ ถ้ามันไมดีมาแล้ว มันไม่เอานะ มันต้องคิดไปอย่างนั้นแล้ววิธีแก้จิตแก้ใจเราให้เบื่อหน่ายคลายกำหนัด นี่คือวิธีพิจารณาธรรม เราอย่ามองแง่ดี ให้มองแง่ร้ายไว้ด้วย อุจจาระเขารักไหม…บางครั้งภรรยาป่วยไปไหนไม่ได้ เยี่ยวนี้ก็ต้องทำความสะอาดให้เขา ถ่ายหนัก ถ่ายเบาทุกอย่าง มันต้องยินดีอย่างนั้นเพราะเขาไปไหนไม่ได้แล้ว มันก็ต้องช่วยเขา มันจะสุขจะทุกข์แล้วทีนี้ มันต้องยินดี ต้องพอใจ ต้องรัก ถ้าหากไม่รักอย่างนี้   “สำคัญที่สุดคือเรานี่ ตั้งแต่เริ่มแรก  แม้ไม่ตั้งใจว่าจะบวชนะ พอคุณตาบอกว่าวันนี้ไปวัด  เราก็ไม่เคยพูดว่าทำไมไม่บอกล่วงหน้า ไม่เคยคิดเลย  ได้แต่คิดว่าเออ…ดีแล้วได้ตอบแทนคุณปู่ย่าตายาย  ถ้าได้บวชแล้วคือหมดหนี้ในยุคสมัยนั้น  แล้วในยุคนั้นเราก็ไม่สนใจนะ สิ่งเหล่านี้มีจริงๆ นะไม่ใช่ไม่มี  ถ้าเราทำตามความยินดีพอใจของเรา  หรือของเขาก็ดี  พ่อแม่ก็จะเสียใจ  พ่อแม่เราก็จะเสียใจ  ของผู้หญิงก็จะเสียใจ  ไงไงก็ต้องบวชใจมันตั้งไว้อย่างนี้  ความยินดี  ความพอใจในเรื่องการบวชนี่มันไม่หายไปจากใจ”

  แล้วก็รักไม่แท้ล่ะสิ  ว่าแต่มันสวยมันงาม  ไม่ใช่จะทิ้งไปเลยนะ  ทิ้งก็ยากนะมันมีความเอ็นดูสงสาร  มันไม่ได้ตรงตามความคิดความนึกของเรานี่  เขาก็เหมือนกัน  เราก็เหมือนกันถ้าเขาทิ้งเราล่ะจะทำไง  ถ้ามันไม่ดีแล้ว  หาเงินให้ใช้ไม่ได้ก็หนีเลิกจากเราไปล้าไปหาเอาแฟนคนใหม่  มันก็ไม่เข้าท่า  เราก็จะมานั่งทุกข์เดือดร้อนวุ่นวาย  บาปมันก็จะเกิดขึ้นเออ…  มึงเอาเมียกูไป  จะตามไปฆ่ามัน ไปอยู่ที่ไหนก็เจอแต่อย่างนั้นนะผู้หญิงน่ะ  แต่บวชแล้วอะไรที่มันเป็นสิ่งที่ดีก็จะทำจะปฏิบัติตามครูอาจารย์แนะนำตักเตือนสั่งสอนเรา  คิดว่าออกพรรษาแล้วก็จะสึกเพราะได้ตอบแทนคุณแล้ว  ที่นี้มันบังเอิญที่ท่าน  อาจารย์อ่อนศรีชวนไปเที่ยวจังหวัดอุบลราชธานีที่นี้ในชีวิตเกิดมา  19-20  ปีแล้วไม่เคยได้ไปเที่ยวไหนเลย  อย่างดีก็แค่บ้านโคกศรีเพราะวัวมันหนีเที่ยว  ก็เห็นแต่คนแวดวงใกล้ๆ  เช่น  บ้านดงเย็น  จะได้เห็นบ้านอื่นเมืองอื่นเขาบ้างพอได้แล้วนี่  เอ๊!  จิตใจก็บอกว่า  ถ้าเราเป็นฆราวาสก็ไม่อดตายหรอก  ไม่คิดว่าจะอดอยากทุกข์ยากอะไรมันมีอยู่ในจิตจะสึกเมื่อไหร่ก็ได้  เป็นพระก็อยู่ได้สบาย  เลยอยู่ได้เรื่อยๆ  การทำดีนะ  มันก็มีอุปสรรคปัญหาทั้งนั้น  แต่เราก็แก้ปัญหาไป  เรื่องจะสึกเลยไม่ค่อยมีปัญหา  ความอยากได้งั้นงี้ก็เฉยๆ  อยู่  แต่มีไหม  มีอยู่!  แต่มันระงับได้อยู่  อยู่ที่ไหนก็เป็นยังงั้น  เลยตั้งใจปฏิบัติภาวนาจนเห็น…ความอยากไป  อยากรู้  อยากเห็นนี่  มันจูงใจไม่ให้เรารู้สึกนะ

  เราเองไม่มีเรื่องดุเด็ดเผ็ดมันเกี่ยวกับผู้หญิงนะ  เพราะเรามีแต่ตั้งจิตปณิธานว่าเราอยู่ในสมณเพศนี่เราจะทำดีที่สุด  เมื่อตั้งจิตไปอย่างนี้แล้วเราก็มีแต่สำรวมระวังกับสิ่งเหล่านี้อยู่  ส่วนมากจะมีแต่พ่อแม่เขามายินดีพอใจมากกว่าผู้หญิงอีก  เมื่อคิดว่าเป็นนักบวชก็สำรวมระวังเห็นแต่ว่าเป็นพ่อแม่พี่น้องจิตก็เฉยๆ  ก็รู้อยู่ว่าเขายินดีพอใจแต่เราไม่ทอดสะพานต่อมันก็จบไป  ก็ไม่ค่อยกลัวเพราะว่าตั้งจิตตั้งใจไว้อย่างนั้นจึงไม่มีปัญหาอะไรนะ  ความอยากกระตือรือร้นในสิ่งเหล่านี้มีน้อย  มีความคิดอย่างนี้ ตอนที่อยู่อำเภอเภินก็เป็นแบบนี้  เตี่ยเหลืองมาจากเมืองจีนเป็นช่วงทำทองมีลูกสาวคนหนึ่งมาหาเรา  อยู่ทั้งเช้าทั้งเย็น  ดูแล้วเราก็สงสารนะ  น่าสงสารจริงๆ  จะคิดช่วยเหลือวิธีไหนก็คิดไม่ออก  เพราะว่าเราเป็นสมณเพศ  จนหนีไปจากที่นั่นแล้วไปอยู่ถ้ำแดนสวรรค์ยังปรากฏว่าเตี่ยนั่นตามมานอนอยู่ถ้ำแดนสวรรค์ยังคิดว่า  โอ๊ะ…เตี่ยนี่จะมาตามเอาเราจริงๆ  เหรอ  ที่จริงแล้วมันเป็นแค่ความฝันแต่คิดไปว่ามันเป็นจริงเป็นจังเขามีลูกสาวคนเดียวน่ะแหละ  เราก็หนีๆๆ  ไป…อีกหลายแห่ง

  ตอนไปอยู่ถ้ำปากเปียง  อาจารย์ทองสุกหัวเราะเลย  มีโยมเขามาก็ดีนะ  ไปส่งอาหารเช้าเขาก็มาส่ง  เขาก็มาอยู่ด้วยจนเย็นๆไป  ก็กลับ  วันหนึ่งเขาก็เลยชวนให้เราสึกเหมือนกัน  อาจารย์ทองสุกเลยหัวเราะ  แต่คนนี้ไม่ได้ชวนไปซื้อที่นะ  โยมผู้หญิง..เราก็ไม่ตอบว่าอะไร  คิดแต่เหมือนพี่เหมือนน้อง  ไม่คิดอะไรมาก  ใจมันก็เลยเฉยๆ  เวลามาใส่บาตรอีกเราก็ไม่ต่อเรื่องอะไรมันก็เงียบสงบระงับไปเอง  ถ้าต่อ…เรื่องมันก็เรื่อยๆ  ไป  เพราะเราก็มีความพร้อมอยู่  เขาก็มีความพร้อมอยู่  แต่จิตใจเรามันคิดคนละอย่างมันไม่ไปด้วยกัน  ถ้าไปด้วยกันเราก็สึกเท่านั้น  เพราะเขาต้องการอย่างนั้น  แต่เราว่าถ้าสึกไปก็สร้างบาป  สร้างกรรม  สร้างภัย  สร้างเวรต่อไป  สู้เราอยู่อย่างนี้ไม่ได้  ใครก็แล้วแต่  เขาก็ดี…แต่เราไม่ได้คิดอะไรมันมากหรอก  แค่เออ…เขาดีมันก็ดีแล้วเราก็เลยคิดเหมือนญาติมิตรพี่น้อง  ใจเลยสบายอยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน  เราไม่ได้คิดอย่างนั้น  ถ้าคิดจะสึกนี้มันก็ง่ายที่สุด  ถ้าเราต้องการปรารถนาแล้วมันก็ไม่มีปัญหา

ครั้งแรกบนธรรม 
  ชีวิตที่เป็นนักบวชนี่ไม่ได้ตั้งใจปรารถนาว่าจะเป็นนักเทศน์อบรมสั่งสอนใครทั้งนั้นแต่ก็มีคนมาซักไซ้ไต่ถามธรรม  อันนี้ส่วนไหนที่รู้ที่เข้าใจก็พูดไปเกี่ยวกับพระธรรมวินัยนี่ไม่ว่าฆราวาส  พระ  เณร  ก็จะพูดอธิบายตามความคิด  ความเห็น  ความเข้าใจ  ให้แก่พระเณร  อุบาสก  อุบาสิกา  ศรัทธาญาติโยม  ไม่ได้ตั้งใจในการจะอบรมสั่งสอนเทศนาว่าการอะไรเหตุนั้นได้ขึ้นธรรมาสน์แสดงธรรม  แบบจนตรอกจนมุมในครั้งแรกในงานสวด  เป็นเจ้าภาพสวด  วันนั้นเรา  ญาติโยม  จากวัดใหม่บ้านตาลไปเป็นเจ้าภาพสวดอภิธรรมงานศพ  หลวงปู่เทสก์  เทรังสี  ที่ถ้ำขาม  ได้ขึ้นธรรมาสน์เทศน์เป็นเกณฑ์แรก  หาพระที่จะมาแสดงธรรมไม่ได้  เราเลยขึ้นแสดงเอง  ครูบาอาจารย์ไม่มีใครกล้าแสดงธรรม  จึงขึ้นแสดงธรรมเป็นครั้งแรกในชีวิตของเรา  เรื่องสัจธรรมประจำโลกนี่แหละ  ความเกิด  ความแก่  ความเจ็บ  ความตาย  ไม่มีใครจะหลีกเลี่ยงไปได้  ไม่ว่าจะเป็นคนชนิดไหน  ชั่วดี  มีจน  เป็นคนมีอำนาจ  วาสนา  บารมี  อย่างไร  ก็หนีจากความจริงอันนี้ไม่ได้  ทั้งพระทั้งโยม  เป็นหัวข้อแสดงธรรมในงานหลวงปู่เทสก์เป็นหลัก  ตอนนั้นให้อาจารย์เขี่ยม   โสรโย  แสดงท่านก็ไม่เอา  ให้ใครก็ไม่เอา  เลยจำเป็นเลยสิเรา  นั่นเป็นครั้งแรกหลังจากนั้นก็ไม้ได้ขึ้นธรรมมาสน์แสดงธรรมแล้ว  มาครั้งที่ 2   นี่ก็แบบจนตรอกอีกเหมือนกัน  งานหลวงปู่ชอบฐานสโม  บังเอิญเราไปงานศรัทธาญาติโยมเต็มศาลาเหมือนงานหลวงปู่เทสน์เนี่ย  หาครูบาอาจารย์แสดงธรรมไม่ได้  ก็เลยขึ้นธรรมมาสน์แสดงธรรม  จากนั้นมาจึงได้มีคนนิมนต์ให้ไปแสดงธรรมอยู่เรื่อยๆ

สาธารณประโยชน์ที่ได้ทำพอสังเขป

  1. มูลนิธิ  และทุนการศึกษา  ช่วยนักเรียนดีแต่ยากจน
  2. ให้ทุนทรัพย์กับโรงพยาบาลเพื่อใช้ในกิจต่าง ๆ
  3. ให้ทุนทรัพย์กับสถานีอนามัย
  4. ก่อตังศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านสามแยก
  5. ก่อตั้งวัดป่าบ้านสามแยกโดยซื้อที่ดินถวายให้เป็นสาธารณประโยชน์รวมเนื้อที่  230 ไร่ สร้างศาลาการเปรียญ  พร้อมกุฏิเสนานะทุกอย่างมูลค่ารวมประมาณสองล้านบาทและตั้งวัดถูกต้องตามกฎหมาย
  6. การสงเคราะห์วัดต่างๆ  เป็นประจำทุกปี  โดยระหว่างวันอาสาฬหบูชา  จะมีพระเดินทางมาคารวะ  (ปีล่าสุด  2546  มาคารวะ  220 วัด)  ได้ถวายไทยทานและปัจจัยเฉลี่ปีละ  1  ล้านบาท
  7. การอนุเคราะห์อื่น ๆ ตามเหตุ เช่น ช่วยก่อสร้างที่พักสงฆ์ที่ต่าง ๆ การสร้างศาลา  เป็นต้น
  8. การใช้แรงงาน  แรงใจ  บูรณะ  ก่อสร้างโบสถ์  ศาลา  พระพุทธรูป  ตามที่ต่าง ๆ ที่ธุดงค์ไป  และมีการขอ  เนื่องจากยุคนั้นขาดแคลนทั้งแรงงาน  ปัจจัย  และวัสดุอุปกรณ์เป็นจำนวนมาก

คติธรรม ปฏิปทาและเรื่องราวจากครูบาอาจารย์

 
  หลวงปู่ที่ได้จำพรรษาด้วยกันในเบื้องต้นคือ หลวงปู่ลี อโสโก เท่าที่อยู่ศึกษาธรรมะของท่านนั้นจะมีความอดทน มีความพากเพียรพยายามน่าเคารพเลื่อมใส พอใจในการประพฤติปฏิบัติของท่าน ท่านองค์นี้ไม่สอน เป็นคนนำไม่ใช่คนแนะ เป็นผู้ทำให้ดู เราเห็นว่าหลวงปู่ลีเป็นยอดความอดทนจริงๆ  สมัยนั้นมีเหลือบเยอะมาก เหลือบเกาะขากระทืบเท้าทีหลุดเป็นกอง มันมากัดเท้าท่านเลือดไหลออกมาตามขา เราให้เณรไปช่วยไล่ออก ท่านก็ไม่สนใจ งูกัดก็ไม่ได้บอกใคร ไปถามจึงได้บอกว่างูกัด จะเจ็บปวดขนาดไหนก็เห็นได้ว่าท่านอดทนจริง ๆ นี่คือเรื่องที่มองเห็นความอดทนชัดชัด แต่การแนะว่ากล่าวนั้น ท่านไม่พูดมาก ท่านได้นำโดยการประพฤติปฏิบัติเยอะ เช่น เดินจงกรม บิณฑบาต กวาดวัด ไม่มีขาด แม้อายุจะมากแก่แล้ว พรรษามากแล้ว เป็นผู้นำรักษาข้อวัตรปฏิบัติที่ควรเอาเป็นตัวอย่างได้ เราได้จำพรรษาที่นี่หนึ่งพรรษา ปีแรก ๆ ซึ่งไม่รู้เลยว่า การเดินจงกรมนั้นเพื่ออะไร เห็นท่านเดินก็เดิน พระท่านอื่นเดินก็เดิน แต่เดินเพื่ออะไรน้อ

  จนวันหนึ่งจำได้ไม่ลืมเพราะตั้งใจไว้ว่าท่านขึ้นกุฏิเมื่อไหร่จึงจะขึ้น เห็นท่านอายุมากแล้วคงเดินได้ไม่นาน ปรากฏว่า…..เกือบตาย ท่านเดินตั้งแต่หกโมงเย็นถึงเที่ยงคืน เราเดินเกือบตายท่านยังเดินได้อยู่ ท่านอดทนมีความเพียรทำไม่ขาดเหมือนกันแต่เราก็ทำแบบไม่รู้ไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าทำเพื่อให้จิตใจมันสงบ ระงับไม่ให้ฟุ้งซ่านรำคาญ คิดแต่ว่าคงทำดีล่ะเอาบุญ! ท่านบอกเออ! ให้เดินจงกรมนะ เราก็เดินไปมาเท่านั้นเอง เราเดินก้าวเอาก้าวเอาเหนื่อยแล้วเหนื่อยอีก ยืนบ้าง เดินบ้าง ท่านมีนั่งบ้างแต่ไม่ยอมขึ้นกุฏิ เราไม่ได้นั่งก็เดินบ้างยืนบ้างอย่างนั้น กิเลสมันเลยวนเวียน เมื่อไรจะเลิก ๆ กิเลสมันไล่ เลยมีทุกข์อยากให้ท่านเลิก พอท่านขึ้นได้ เราก็ขึ้นเท่านั้น ท่านมีแต่ทำอย่างเดียว พูดน้อยมาก

  หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ สำหรับหลวงปู่พรหมนี้ท่านทั้งแนะทั้งนำ แต่ธรรมที่ท่านแนะนี่เท่าที่ไปมาหาสู่กับท่านท่านจะพูดธรรม แต่ธรรมของท่านจะสั้น ๆ ถึงเทศกาลบรรดาภิกษุสามเณรในวัดตลอดจนถึงศรัทธาญาติโยมโดยเฉพาะภิกษุแล้วนี่ ท่านจะเตือนให้  “เออ! ลูกหลานเอ้ยให้พากันพิจารณาปฏิสังขาโยนะ” แค่นี้ก็จบแล้ว นี่คือการแนะของท่านให้รักษาธรรมวินัย คนเราแล้วนี่จริง ๆ ถูกของท่านทุกอย่าง จะมีปัญหาก็เรื่องนุ่งห่ม จีวร อาหารการกิน บิณฑบาต เสนาสนะที่อยู่อาศัย และยารักษาโรคภัยไข้เจ็บ นี่คือปฏิสังขาโย คนทะเลาะวิวาทปางตายทุกวันนี้ก็เพราะปัจจัยเหล่านี้ ถ้าไม่พิจารณาแล้วนี่ ปัญหาก็จะเกิดขึ้น รบราฆ่าฟันกันไม่ว่าบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ ท่านจะแนะนำธรรมเช่นนี้พูดส้น ๆ ตลอด บางครั้งก็บอกว่า “ให้พากันทำความดีนะ” สั้น ๆ แค่นี้จบแล้ว ท่านแนะเช่นนี้ไม่พูดมากนักหนา ไม่อธิบายเรื่องนั้นเรื่องนี้ กิเลส ราคะ เป็นงั้นงี้นะ ไม่ว่าอะไร ถ้าเห็นโทษเห็นภัยของปฏิสังขาโยนี้แล้วก็จะเห็นไปหมดทุกอย่างนะ นี่เป็นการคำแนะของท่านสั้น ๆ นี้เป็นส่วนมาก ใครมาก็เหมือนกัน
 
  ส่วนการนำนี่การทำจิตที่มันเป็นกุศลนี่ ท่านจะไม่ปล่อยให้เป็นอากูล ทำอะไรจะรีบทำให้มันเสร็จ ๆ ไปเลย ช้าไม่ได้ สวยไม่สวยไม่เกี่ยวกันขอให้ทำก็แล้วกัน เดินจงกรมท่านก็ไม่ขาดเป็นข้อวัตรปฏิบัติ ถ้าสุขภาพปกติ บิณฑบาตก็ไม่ขาด การทำอะไรท่านจะไม่อยู่ว่าง ๆ ทำอะไรไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง เช่น ก่อสร้างปฏิสังขรณ์ ท่านทำมากที่สุดล่ะ หลวงปู่ท่านทำสะพานข้ามแม่น้ำสงครามซึ่งรัฐบาลไม่สามารถทำได้สมัยนั้น แต่ท่านนำญาติโยมทำได้ เรื่องการกระทำการปฏิบัติความเพียรนี่  มีดเล็ก ๆ แค่มือท่านตัดขอนยางออกจากทางเดินได้นะ ท่านเล่าว่าเอาปลวกเป็นตัวอย่าง มันเอาดินขึ้นมาทีละนิดฟันไม้นี่มีสะเก็ดตกออกมามากกว่าดินปลวกตั้งเยอะ จึงฟันไปเรื่อย ๆ จนขอนไม้ที่ขวางทางคนเดินผ่านไปมาก็ลำบาก ท่านว่าวันหนึ่งมันจะขาดวันหนึ่งมันจะขาดก็ตั้งใจไว้อย่างนั้นเหมือนเราทำความดีนะแหละตั้งใจจะพ้นทุกข์เมื่อเห็นโทษเห็นภัยมันก็เป็นไปเอง ไม่ต้องไปพูดถึงนิพพานมันละ ไม่ใช่อยู่เฉย ๆ นี่ก็เหมือนกันจะขาดเมื่อไหร่ไม่เกี่ยว ฉันจะทำของฉันไปเรื่อย ๆ กิเลสก็เหมือนขอนไม้ขวางทาง ฟันไปเรื่อย ๆ หาวิธีอุบาย คิดค้น มันก็จะมีทางพ้นทุกข์ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ทำไปเรื่อย ๆ คนอยู่เฉย ๆ จะให้มันมี มันรู้มันเห็นได้ เป็นไปไม่ได้นะ

  นี้คือให้เห็นความเพียรของท่านนะ  ท่านทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง เรื่องทำที่ยอดที่สุดการก่อสร้างนี่ต้องยกให้ท่าน ท่านเป็นคนมีอำนาจอยู่ในตัว  ให้คนแกรงกลัวเพราะความดีของท่าน สมัยหลวงปู่พรหมอยู่โหล่งขอด ท่านเดินจงกรมมีศรัทธาแรงกล้าจงกระทั้งไปขอโอกาสจากหลวงปู่มั่นว่าจะไม่นอน 3 เดือน ท่านหลวงปู่มั่นก็เตือนว่าท่านพรหมอย่าทำเลยร่างกายสังขารต้องการพักผ่อนและมันจะทำให้หมูคณะเดือดร้อน

  หลวงปู่พรหมทำอะไรก็ทำสุด ๆ หาคนทำแบบท่านไม่ได้ เป็นผู้ที่เป็นตัวอย่างทำให้มีสติปัญญา การทำของท่านเป็นตัวอย่างของลูกหลาน แม้ท่านไม่ได้อะไร  คนอื่นก็ได้ประโยชน์ เมื่อท่านมาอยู่ที่นี่ท่านก็บอกเราว่า “ถ้าอยากได้วัดดี ๆ สวยงามก็ให้มาทำที่ป่าช้านี่สิ” ปี 2510 ยายที่เคยอุปัฏฐากเราที่ป่าเมี่ยงติดตามเรามา เลยได้พาไปกราบพระที่เคารพ เช่น หลวงปู่พรหม หลวงปู่ขาว ซึ่งท่านได้กลับมาจากเชียงใหม่แล้วและได้ทราบจากหลวงปู่ลี ว่า หลวงปู่พรหมได้ทำความเพียรจนช่วนหนึ่งเข้าใจว่านิพพานอยู่บนฟ้านั่น ท่านก็พยายามเหาะหรือกระโดด กระโดดขึ้น จนคน ครูบาอาจารย์ ลูกศิษย์ โยม สงสารในการกระโดดจะไปนิพพานของท่าน ทั้งเหน็ดเหนื่อยอะไรของท่าน แต่ท่านก็ไม่รู้เหนื่อยของท่าน มีหลวงปู่ลี อโสโก ที่อยู่ด้วยกันไปด้วยกันคอยจับท่านไม่ให้กระโดด มือกระแทกกับพื้นเวลาท่านตกลงมา ข้อมือได้หักไปหลวงปู่ลีได้เล่าให้ฟัง

  จนกระทั้งได้ไปตามหลวงปู่สาร ที่หลวงปู่พรหมนับถือเป็นครูบาอาจารย์ โดยท่านได้ไปจำพรรษาที่ภูเก้า จังหวัดอุดรธานีจึงไปตามท่านหลวงปู่สารกลับมา เพื่อแก้ปัญหาความเห็นของ หลวงปู่พรหม พอมาเห็น ท่านจึงให้คำตักเตือน ท่านเรียกหลวงปู่พรหมว่า “ท่านพรหม สิ่งที่ท่านรู้ท่านเห็นนั้นนะ มันจริงหรือไม่จริง มันเที่ยงหรือไม่เที่ยงอันนี้มันเป็นสัญญา ยังไม่เกิดปัญหา ที่ว่านิพพานอยุ่โน่นอยู่นี่ สิ่งที่ท่านรู้เห็นนั้นบางที่มันก็เกิดขึ้น บางทีมันก็ดับไป มันไม่เป็นไปตามใจชอบใจหวังดังที่ท่านตั้งใจไว้มิใช่หรือ” ท่านฟังได้นะหลวงปู่ยอมฟัง ไม่กระโดดแล้วด้วยความเคารพครูบาอาจารย์ของท่าน ท่านฟัง… “อันนั้นมันเป็นสัญญา มันยังไม่เกิดปัญหา มันยังไม่รู้ไตรลักษณ์ คำว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันเป็นยังไง” พอท่านฟังไป ๆ ก็สงบไป ยอมรับธรรมของผู้ว่ากล่าวตักเตือน หาย…เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้ง ๆที่เป็นอยู่ตั้งหลายวันอาการนี้ที่ลูกศิษย์ญาติโยมเป็นทุกข์กัน นี้คือสัญญาอารมณ์ที่ปรุงแต่งขึ้นมา สำคัญว่าอย่างนั้น อย่างนี้ มันเป็นไปตามความปรุงแต่งขึ้น มันมีแล้วก็เกิดดับไปตามหน้าที่ เหตุนี้ท่านจึงกลับเข้าสู่ตนเองพิจารณาใหม่  ใจของท่านจึงปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ท่านจึงเกิดความเข้าใจ อาการนั้นจึงหายไปตั้งแต่วันนั้น

  ที่ท่านกล่าวไว้ว่าให้หาครูบาอาจารย์ที่ถูกจริตนิสัยที่เราพอจะเชื่อฟังท่านได้ จึงขอนิสัยจากท่านผู้นั้น ที่นี้เราปัจจุบันเอาตามประเพณี แต่เราไม่ลงนะรับไม่ได้ ครูอาจารย์บางรูป ข้อวัตร การกระทำ การพูด ความคิด มีความบกพร่อง แต่นี่ท่านไม่บกพร่องยอมรับกันได้ทุกอย่าง เลยเป็นครูบาอาจารย์ที่ให้นิสัยได้ ว่ากล่าวตักเตือนได้ไม่ถือโทษโกรธซึงกันและกัน ครูบาอาจารย์ที่ยอมรับกันได้จึงทำให้พ้นจากนิสัยมุตตกะเป็นผู้อ่อนน้อมถ่อมตนรับฟังครูบาอาจารย์ ได้ก็เป็นยังงั้น โรคทางกายก็หายได้ โรคทางใจก็หายได้ ความเห็นผิดก็เป็นโรคชนิดหนึ่งที่ทำ ให้ไม่สบายกายและใจได้ ในวงการพระผู้ประพฤติปฏิบัติยอมรับหลวงปู่พรหมองค์นี้ว่า เป็นผู้พูดจริง ทำจริงเป็นพระที่ครูบาอาจารย์ยอมรับท่านได้องค์หนึ่งในบรรดาลูกศิษย์ของ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

  หลวงปู่สิม พุทธาจาโร ไปอยู่กับหลวงปู่สิม ท่านมีทั้งแนะนำ ท่านจะเมตตาอบรมสั่งสอนประชุมชนเก่งทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ให้ประพฤติปฏิบัติทำความเพียรตัวของท่านเองก็ทำให้เป็นตัวอย่างของผู้อื่นได้ หลวงปู่สิม ท่านเย็น มีความเมตตาสูง ถึงใครจะทำผิดถูกยังไงท่านก็ไม่ดุด่าว่ากล่าว อย่างมากก็นำมาหน้าพระพุทธรูปให้สาบานตนว่า “แต่นี้เป็นต้นไป ถ้าข้าพเจ้าผู้เป็นสมณะ ยังทะเลาะกันอยู่ ให้ตกนรกอเวจี” ให้ปฏิญาณตนต่อหน้าพระประธานในโบสถ์ นี่คือการลงโทษของท่าน ท่านน่าศรัทธาน่าเลื่อมใส เราเคยอยู่กับท่านในฤดูแล้งได้ปฏิบัติท่าน คำสอนของท่านคือให้พิจารณากระดูก 300 ท่อน “มันจะไปมีอะไร ไปห่วงอะไร กระดูก 300 ท่อน “ ท่านเทศน์อยู่บ่อย ๆ เดี่ยวมันก็จะแก่ จะเจ็บ จะตาย ไม่มีใครค้ำฟ้า ท่านจะเตือนเรื่องความตายทุกลมหายใจเข้าออก ท่านพูดย้ำในเนี้ยบ่อยๆ กระดูก 300 ท่อน เทศน์ที่ใหน ไปที่ใหน ก็จะเทศน์เรื่องของร่างกายจิตใจว่ามันไม่เที่ยงแท้ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ให้รีบสร้างความดี ทำความดี อย่าไปกลัวว่ามันจะเป็นงั้นเป็นงี้ กลัวมันก็เป็น กลัวแก่ก็แก่อยู่ กลัวเจ็บก็เจ็บอยู่ กลัวตายก็ตายอยู่ ท่านจะยกกระดูก 300 ท่อน
มาพูดอยู่เป็นประจำ การเตือนใจในการปฏิบัติของหลวงปู่นี้ ท่านให้เพียรดูการกระทำว่ามันเป็นธรรมเป็นวินัยหรือไม่ เบียดเบียนตนหรือเบียดเบียนผู้อื่นหรือไม่ ท่านจะเตือนตลอดและท่านก็ทำอย่างนี้เหมือนกัน จึงเป็นครูบาอาจารย์ที่ควรแก่การเคารพนับถือบูชาอีกองค์หนึ่ง

  หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม ได้ไปฟังธรรมท่านอยู่บ่อยๆเหมือนกัน เรื่องปฏิปทาของพระสาวกนั้นไม่เหมือนกันนะ สำหรับท่านเราเห็นความไม่กลัวใคร ถ้าเห็ว่าเป็นสิ่งที่ถูกและดี ท่านจะปฏิบัติของท่าน มีข้อเตือนใจอยู่เหมือนนะ ในสนมัยหนึ่ง พลโทพงษ์ ปุณณกัณฑ์ ไปหาท่านและถามท่าน ว่า  “หลวงปู่ญาณนี่มันเป็นยังไงหลวงปู่” ท่านเลยว่า “โอ๊ย อย่าไปเอาเลยเรื่องญาณ ญาณของพระอริยเจ้านั้นอย่าไปฟังมันเลย ฟังญาณของโยมดีกว่า ญาณยังไงก็ชานเยี่ยว (ชานบ้าน) แม่ออก (โยมผู้หญิง)  นะซี” เราพิจารณาดูแล้วก็ถูกของท่านนะ ญาณของพระอริยเจ้าก็เหมือนชานเยี่ยวแม่ออกน่ะแหละ คือที่ชำระล้างขัดเกลากิเลสออกจากใจนั้นแหละ มีปัญญาแล้วจึงขัดเกลาฃ้างมลทินโทษได้ ท่านก็เตือนยังนั้นแหละ เราไปไหนมาเหยียบขี้หมา ขี้ตมขี้โคนก็ล้างที่ชานนั้นแหละ พอดีมีโยมผู้หญิงมาด้วย “นั้นแหละพิจารณาชานแม่ออก นั่นแหละถ้าเข้าใจก็เข้าใจฌานพระอริยเจ้านั่นแหละ” พลโทพงษ์เกิดความศรัทธา เลื่อมใสอย่างแรงว่า ท่านสอนเหมือนสอนลูกสอนหลาน เลยนิมนต์ท่านไปวัดอโศการาม

  ท่านพูดจาตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อมนะ บางคนพูดว่าท่านพูดหยาบ ถ้าถามธรรมะท่าน ท่านก็ว่า “ก็ดูหว่างขาสิ ถ้าตรงนี้ไม่เห็นก็ไม่เห็นก็ไม่เห็นหรอกพระนิพพาน แค่หว่างขาตนเองไม่เห็น จะไปถามหาพระนิพพานอะไร ลองเอาไปพิจารณาดูสิ” ท่านพูดน้อยๆแต่กินใจนะ ถ้าคิด ความเกิด ความแก่ ความตาย ความทุกข์ มันเกิดจากตรงไหนก็ตรงนี้แหละ ถ้าไม่เห็นตรงนี้จะเห็นตรงอื่นยังไง…นี่คือหลวงปู่ตื้อ เราไปพักอยู่กับท่านบ่อยๆ เหมือนกัน ที่วัดปากทางแม่แตง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ท่านเป็นคนรูปร่างใหญ่ สูง เป็นคนโบราณ พูดออกมาก็ว่า อาตมาเป็นลูกศิษย์ท่านเจ้าคุณอุบาลี ลูกศิษย์หลวงปู่มั่น เป็นคนประเภทนี้แหละ พลโทพงษ์ เกิดเลื่อมใสศรัทธาท่าน มันไม่แน่นะคนบางคนก็รับได้ในวิธีนี้ ท่านก็สอนแบบนั้นแหละ แบบหลวงปู่ตื้อ แล้วมันก็จริงของท่านด้วย ทำให้เราคิดได้ เป็นคติเตือนใจไว้พิจารณา ท่านไม่กลัวคนง่ายๆนะ สมเด็จพระสังฆราชจวน อุฏฐายี เราอยู่วัดสันติธรรมนั้น มีพระติดตามสมเด็จฯ คือมหาวิชมัย อยู่วัดบวรท่านว่า “หลวงตา หลวงตา สมเด็จท่านจะมานะ” ไม่สนใจหรอก พูดงั้นอยู่หลายครั้งหลายหนนะ ท่านก็เฉย… มาถึงสมเด็จพระสังฆราช มากราบหลวงปู่ตื้อ ซะ! พระงี้นั่งคอพับไปหมด เวลาท่านจะว่า พระท่านจะว่า “พระไม่รู้ประสา” ครูบาอาจารย์นั้นก็ใฝ่ธรรมกันทั้งสิ้น แต่ปฏิปทาและความเห็นของแต่ละท่านก็มีแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นเราจะไปเก็บเอามาซะทุกอย่างไม่ได้ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะหลวงปู่แหวน

  หลวงปู่แหวน สุจิณโณ หลวงปู่แหวนนี้เรื่องทางโลกท่านจะมีความใฝ่ฝันน้อยมากที่สุด จะเป็นเรื่องการอบรม สั่งสอนท่านก็จะมีน้อย เพราะว่าท่านไม่ได้ตั้งใจว่าจะไปหาสอนใคร  ถ้าใครอยากรู้อยากสนใจว่า หลวงปู่ทำอย่างนั้นผิดไหม จะเท่ากับอาราธนาท่านแสดงธรรม อีกประการท่านมีแต่ความคิดว่า ทำยังไงจึงจะมีปัญญาพ้นทุกข์ได้ ท่านจะพุดถามแต่เรื่องว่า “เอ้า สำเร็จแล้วรึยัง พ้นทุกข์แล้วรึยัง” และท่านชอบพูดเรื่อง กุศลา ทำเมา อกุศลาทำเมา มันเมานะลาภ ยศ สรรเสริญ ก็ทำเมาทำแทบล้มแทบตาย จนไม่รู้จักพักผ่อนหลับนอน เขาเรียก ทำเมา ส่วนที่เป็นกุศลก็เมาถ้าขาดสติปัญญา เช่น ท่านเห็นการก่อสร้าง สร้างไม่สำเร็จเรี่ยไรบอกบุญสารพัด จนลืมธรรมวินัยไป อย่างนี้หลวงปู่ท่านว่าทำเมา ทำจนไม่รู้ว่านี่คือสมบัติของโลก ตายแล้วก็ไม่ได้อะไร ท่านจะพูดเช่นนี้เป็นประจำตลอด ส่วนอกุศลธรรม คือเรื่องบาปนี้ ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตก็เมาเหมือนกัน มันไม่รู้จักบาป ประมูลโรงฆ่าสัตว์ได้ก็ว่ามีบุญ ประมูลโรงเหล้าต่ออีกท่านให้เห็นโทษทั้งส่วนบุญก็มีโทษส่วนบาปก็มีโทษ

  อีกสำนวนของท่านคือพิธีรีตอง มีโยมคนหนึ่งศรัทธาแรงแต่เห็นผิดเข้า เพราะมีพระบอกว่าถ้าไม่บวชในสิบวันจะตาย จึงไปบวชกับหลวงปู่ ไปขอศีล หลวงปู่ว่า “ไม่ได้อยู่ที่อาตมา” การเป็นพระเณรไม่อยู่ที่พระรีตองอะไรใหญ่โตมโหฬาร ให้ทำนิดๆหน่อยๆเหมือนเลียใบตอง หลวงปู่แหวนท่านเคยอยู่ปฏิบัติท่านเจ้าคุณอุบาลี ที่เป็นมะเร็งกระดูก ขาท่านหักเพราะชนธรรมาสน์ ขาขึ้นทนได้ เทศน์จนจบ ขาลงลงไม่ได้ มีหมอจีนมาดึงขา ดึงเท่าไรกระดูกก็ไม่ถึงกันซะที พอปล่อยก็ขูดเนื้อ สุดท้ายท่านก็ตายก่อนขาดี หลวงปู่แหวนเป็นผู้มีความสันโดษ ยินดีตามได้ ตามควร ตามฐานะของท่านจริงๆ เป็นปฏิปทาประจำตัวของท่าน บาตรของท่านท่านก็มิได้บอกให้ใครล้าง  กลัวบาตรดินเผาท่านแตก  เราอยู่ที่นั่นมีพรรษาที่ยี่สิบ ได้ล้างบาตรให้หลวงปู่แหวนและของตนเองด้วย สมัยก่อนใช้ใบไม้ถู  เดี่ยวนี้แฟ๊บ ใบไม้มาทุบไว้ก่อนไม่ให้แข็งจะถูบาตรเสียหาย ใช้ดับกลิ่นในบาตรได้ บาตรไม่มีที่วางก็วางหลังเท้า ไม่ก็ขดใบตะไคร้เป็นวงวาง

  สมัยอยู่บ้านปง อ.แม่แตง ถ้าพระเกินห้ารูปแล้วท่านจะหนีไปหาวิเวกที่ใดที่หนึ่ง เป็นปกตินิสัยของท่าน “ทำไมหลวงปู่ถึงอยากหนีละครับ”      “โอ๊ย มันยุ่ง” ท่านว่า “เดี๋ยวมันก็ติคนนั้น เดี๋ยวมันก็ชมคนนี้วุ่นวาย” ที่ วัดดอยแม่ปั๋งปี 2505 ไม่มีพระมาก สี่ห้ารูปก็ว่ามากแล้ว ตอนเย็นๆมีโยมมืทำน้ำปานะให้ฉันบีบมะนาวใส่น้ำตาลพอกินได้ แม้แต่น้ำตาลก็หาได้ยากเต็มทีไม่มีศรัทธานาบุญเหมือนสมัยนี้

  จนปี 2515  อาจารย์หนูมาขอร้องให้สร้างศาลา เมื่อเสร็จจึงขอโอกาสทำเหรียญรุ่นมะพร้าวแจกญาติโยมเป็นที่ระลึก พอดีมีผู้เขียนว่าทหารอากาศขี่เครื่องบินไปเจอพระรูปหนึ่งอยู่บนอากาศ จึงมาหาดูในบริเวณที่เห็น พบหลวงปู่แหวนเขาก็เข้าใจว่าเป็นหลวงปู่นั้นเอง  จากนั้นจึงมีคนขึ้นมากราบไหว้บูชา ทำบุญ ให้ทานเสมอมา จนในครั้งหนึ่งท่านก็เบื่อหน่าย ทั้งคนทั้งพระ     โยมไปมาหาสู่มากจึงอยากหนี ท่านจะให้เราพาหนีเลยคิดให้โยมติดต่อไปยังหลวงตาบ้านตาด อาจารย์มหาบัว หลวงปู่แหวนว่า “เออ ไปก็ไป” แต่หลวงตาบ้านตาดท่านมีปัญญา ท่านว่า”มาอยู่ที่นี่มันก็ห้ามคนไม่ได้ ห้ามไม่คนไปมาหาสู่ไม่ได้ ที่ไหนตามป่าดงถ้าหลวงปู่อายุมากแล้วไปได้ คนเขาก็ตามไปได้หมดแหละ” ได้ให้คนมารายงานว่าท่านรับไม่ได้จึงสุดท้ายอยู่ที่เดิม

  การแสวงหาครูบาอาจารย์ก็เพื่อดูข้อวัตรปฏิบัติ กิริยามารยาทการกระทำของท่านว่า เราจะเอาจุดไหนของท่านมาใช้ได้บ้าง เอาทุกอย่างเป็นไปไม่ได้ เป็นเรื่องเฉพาะตัว ธรรมะจากครูบาอาจารย์ เราต้องดูความขยันหมั่นเพียร การตื่นดึกไม่ลดละความพากเพียร แต่ยุคก่อนไม่เหมือนยุคสมัยนี้ มันไม่มีปลิโพธกังวลมาก คือต่างคนต่างอยู่ วัดใครวัดมัน ไม่ค่อยไปมาหาสู่เท่าไร ไปก็ไปคารวะ ถึงเทศกาลเข้าพรรษาจะไปคารวะขอขมาโทษซึ่งกันและกัน

  หลวงปู่ขาว อนาลโย ได้เจอท่านตอนท่านอายุมากแล้ว ป่วยแล้ว จึงมาปฏิบัติท่านเมื่อท่านอายุได้ 80 ปี ป่วยหนักประมาณ พ.ศ. 2510 ได้พยายามสมไปเยี่ยมท่าน ท่านก็ดีใจลุกขึ้นมาปราศรัยกันได้ โยมคนนี้เก่งจิตใจแข็งเหมือนผู้ชาย หลวงปู่ขาวป่วยอยู่เดือนหนึ่งก็หาย ได้มีการทำบุญฉลองอายุท่าน หลบังจากนั้นอยู่มาได้จนอายุเก้าสิบกว่าจึงมรณภาพ ท่านได้เคยเล่าให้ ฟังว่าสมัยอยู่โหล่งขอด การเดินจงกรมไม่มีเหนื่อย เหมือนเดินบนอากาศ สบายเหมือนไม่มีอะไรบังคับให้เดิน เดินทั้งวันทั้งคืนก็ไม่มีเหนื่อย พอถึงกิจวัตรท่านก็เลิก มันมีปิติไม่วุ่นวายจิตสงบได้นานในการเดินจงกรม หลวงปู่ขาวท่านพูดน้อยเช่นกัน ท่านจะพูดเรื่องการปล่อย การวางอารมณ์ ความยินดี ยินร้ายนี่ ถ้าปล่อยมันได้ ก็ไม่มีภัยไม่มีเวร ไม่มีบาปไม่มีกรรม ท่านได้เล่าเรื่องของท่านสาเหตุที่ออกบวชว่า ภรรยามีชู้ ท่านอดทนไม่ได้ คิดว่า เอ้า แต่งงานไปซะ ขนาดเขาเล่าให้ฟังยังไม่เชื่อ ท่านต้อนวัวลงไปค้าที่แก่งคอย โคราช สระบุรี ลองย้อนกลับมาเปิกประตูเจอเขานอนอยู่ด้วยกันจริงๆ ว่าจะฟันทั้งสองคน แต่อดได้ ทนได้ เพราะถ้าฆ่าเขาแล้วก็ต้องติดคุก สติปัญญามันเกิด  ขณะนั้น จึงหักห้ามจิตใจไว้ได้ท่านว่ามันตื่น ตื่นจากหลับจากหลงว่ามันเป็นของเราเผลอนิดเดียวกลายเป้นของเขาแล้ว สุดท้ายจึงว่า ถ้ารักกันจริง ๆ ก็ให้แต่งงานกันเลยอนุญาต หาคนเฒ่าคนแก่มาเป็นสักขีพยานเลย ยกภรรยาให้แล้วก็หนีมาบวช คืนหนึ่งมี 24 ชั่วโมง ได้ผลัดกันปฏิบัติท่านอยู่สององค์เปลี่ยนกับพระอีกสามผลัด ๆ ละสี่ชั่วโมง มีพระมากแต่ได้เลือกเอาเฉพาะครูอาจารย์มาปฏิบัติท่านหมุนเวียนกัน อยู่กลางคืนบ้าง กลาวงวันบ้าง เราเป็นคู่กันกับอาจารย์ทองพูน สิริกาโม(ภูกระแต) หลวงปู่ขาวท่านเป็นผู้มีจิตใจเยือกเย็น พระเณรจะอยู่กับท่านมาก เพราะความเย็นของท่าน ท่านเห็นภัยของความโลภ ความโกรธของท่านนั่นแหละ

  หลวงปู่หลุย จันทสาโร หลวงปู่หลุยสิสอนเก่ง ท่านเทศน์อยู่ตลอด ท่านเทศน์ท่านชอบเทศน์ เรื่องให้พากันทำความพากเพียร ก็ลงเหมือนกันกับท่านอื่นคือไม่ให้ประมาทหลวงปู่จะขยันทำกลด ท่านเกิดในร่มเศวตฉัตรรึไงก็ไม่รู้ ท่านชอบทำกรดให้พระเณร แม่ออก แม่ชีทั่วไป วันหนึ่งทำได้หลายอัน ร่มกั้นพระพุทธรูปท่านก็ทำ สมัยก่อนท่านไม่อยากเข้ากรุงเทพ ฯ เอาเชือกมัดไปก็ไม่ยอม พอไปแล้วก็ไม่ยอมออก ท่านเก่ง หัวไว มีปฏิภาณไหวพริบไว อย่างวิธีสอนคนของท่านกับเจ้ากรมท่านหนึ่งที่กราบไม่สวยงาม ท่านว่า  “ท่านเจ้ากรม! เป็นเจ้าเป็นนายคนนี่กราบคนเป็นมั้ย… นะ..จะกราบให้ดูนะเอ้า…กราบ”  ท่านกราบให้เจ้ากรมดู ให้กราบอย่างนี้ให้ได้เบญจางคประดิษฐ์ยังงี้ ๆ ดันหลังเจ้ากรมกราบลง คุณหญิงหัวเราะใหญ่ การสอนของท่านทำให้เกิดความศรัทธาเลื่อมใส ครั้งหนึ่งที่ประเทศอินเดียในรถไฟ ท่านเอาผ้าครองมาหนุนหัว แขกมาดึงไป ท่านนึกว่าลูกศิษย์จึงยกหัวให้ พอเช้าถามหาผ้า หาไม่เจอแล้ว อุปนิสัยวาสนาบารมีครูบาอาจารย์แต่ละองค์ไม่เหมือนกัน เวลาท่านพักผ่อน ท่านจะคลุมโปรงทำสมาธิ 1 ชั่วโมง แล้วก็ออกมาทำโน่นทำนี่ต่อ

วัตรปฏิบัติต่อครูบาอาจารย์

          03.00 – 05.00 น  เดินจงกรมประมาณ 1 ชั่วโมง
          05.00 น.  จัดสถานที่ฉัน เช็ดถูศาลาการเปรียญ เตรียมบาตร ซ้อนผ้า สังฆาฏิกับจีวรให้ครูบาอาจารย์  ถวายผ้าแก่ท่าน รอท่านคลุมจึงใส่รังดุมลูกดุมสะพายบาตรเดินก่อนท่าน จนถึงที่บิณฑบาต จึงถวายบาตร กลับมาจึงล้างเท้าเช็ดเท้าท่าน รื้อสังฆาฏิออกนำไปผึ่ง พร้อมจีวรนั่งเฝ้าดู เมื่อแห้งจึงพับเก็บอย่างดี จัดที่ฉันจนกระทั่งล้างบาตร กรองน้ำเพื่อใช้และถวายท่านจึงกลับกุฏิ
          15.00 น.  กวาดตาด(ลานบริเวณวัด) ต้มน้ำร้อนให้ครูบาอาจารย์ไว้สรงตักน้ำ หิ้วใส่ตุ่มไว้เต็ม กวาดถูกุฏิครูบาอาจารย์และอื่นๆร่วมกับพระเณรสรงน้ำพระผู้ใหญ่
          18.00 น.  ฉันน้ำร้อนหรือปานะ (ถ้ามี) เดินจงกรม หรือไหว้พระสวดมนต์กรณีมีพระจำนวนมาก
          22.00 น.  กลับที่พักทำความเพียร

“เมินเฉยไม่ได้  ใครอย่าคิดว่าเป็นเรื่องของใคร…เป็นกิจวัตร เรียกว่า อาจริยวัตร”

  หลวงปู่ชอบ ฐานสโม สมัยนั้นท่านยังไม่เป็นอัมพาตท่านมีการปฏิบัติ เดินจงกรมภาวนาเป็นส่วนมาก การอบรมสอนมีน้อยมาก สอนคนด้วยการกระทำความพากเพียรได้ดูปฏิปทาของท่าน ท่านพูดน้อยนี่ความผิดก็มีน้อยคนพูดมากความผิดก็มีมาก นี่ก็เป็นอีกอย่างที่ให้เราเป็นตัวอย่างในการปฏิบัติ อยู่ด้วยกันที่นั้นกับอาจารย์บัวคำซึ่งท่านเป็นหลักในการปฏิบัติต่อหลวงปู่ หลังจากนั้นท่านเป็นอัมพาตครั้งแรก แล้วท่านหายเดินไปมาได้  จนระยะหนึ่งมาเป็นอีก ทีนี้ไปไม่ได้แล้ว เราอยู่ในฐานะผู้อยู่ฟังเทศน์ฟังธรรม แต่จะให้ท่านมาสอนว่าต้องทำอย่างงั้นทำอย่างงี้ท่านไม่พูดหรอก ส่วนใหญ่ครูบาอาจารย์จะแนะนำคล้ายๆ กันนั่นแหละ  เจอครูบาอาจารย์มาเยอะแยะที่พูดน้อยที่สุด คือหลวงปู่ชอบ ถามอะไรก็ได้คำตอบเดียวเท่านั้น เช่น อร่อยไหม-เออ! ไปตรงนั้นมั้ย-เออ!  ไปไม่ถุก-เออ! ตอนปี  2513 หลวงปุ่ชอบยังเป็นปกติยังไม่เป็นอัมพาต ท่านได้มาเล่าเรื่องไปเที่ยวพม่าให้ศรัทธาญาตโยมฟังในงานเผาสพหลวงปู่พรหม ท่านมาเป็นอัมพาตหลังจากนั้นเราได้มาปฏิบัตืท่านอยู่ สมัยนั้นคนรู้จักน้อยท่านมาอยู่โรงพยาบาลนานเข้าก็มีคนรู้จักมากขึ้น อาจารย์ บัวคำคุ้นเคยกับท่านดีเป็นผู้ปฏิบัติดูแลท่านเป็นประจำ หลวงปู่ชอบท่านเป็นคู่กับหลวงปู่ ซามา อจุตโต ไปทำบุญโรงสีของคุณศิริชัย บูลกูล  หลวงปู่ซามาพรรษาใกล้กับหลวงปู่ชอบซึ่งตอนนั้นเป็นอัมพาตแล้วใส่รถเข็นไปเลยแซวท่านว่า ท่านนอนเฉย ๆ ได้ห้าหมื่น "เอาเศรษฐีมาค้า" หัวเราะกัน ท่นมีแต่หัว(เราะ)กับยิ้มนะ จะมีคนขอทานว่า  เอ้า  หลวงปู่ชอบ ยิ้มให้ลูกหลานหน่อย  เป็นประจำ

  หลวงปู่เทศก์ เทสรังสี ได้ฟังเทศน์ท่านเป็นครั้งคราวเท่านั้นเอง แม้จะได้พบท่านที่ภูเก็ตปี พ.ศ.2498(ที่ไม้ขาว) ท่านเป็นนักเทศน์  นักแสดงธรรม อบรมเก่ง และชอบตั้งกฏระเบียบให้หมู่คณะประพฤตปฏิบัติตามกฏ เพราะยุคนั้นเป็นยุคที่กำลังรบกัน รบด้วยความสงบก็ว่าได้ กับพระฝ่ายนิกายที่เขาไม่อยากให้ไปตั้งทางภาคใต้ สมัยก่อนคณะธรรมยุตมีน้อยเมื่อไปอยู่ทางใต้นี่ก็เลย…เขาไม่อยากให้มีเพราะถ้ามีแล้วมันเหมือนไปทุบหม้อข้าวหม้อแกงเขาก็เลยมีปัญหาในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาทางภูเก็ต พังงา ในยุคสมัยนั้นจึงยากลำบากพอสมควรในการเป็นอยู่  จนกระทั่งพี่น้องตัดขาดจากกันแม้แต่พ่อแม่ถ้าหากใครไปเลื่อมใสสนับสนุนธรรมยุต  สำหรับญาติโยมน่ะนะเขาจะตัพ่อแม่  พี่น้อง ลูกหลานก็มี อันนั้นเป็นยุคนั้นจึงยากลำบากในการเผยแพร่ศาสนา  จึงต้องอาศัยความอดทนพากเพียรแก้ปัญหาพูดง่ายๆก็คือ รบกับกิเลสัวเองน่ะแหละดีที่สุดไม่ใช่ไปรบกับใคร  ต่อสู้แบบอหิงสา  สู้ด้วยอรรถด้วยธรรม รบกับความคิดเห็นที่ต่างคนต่างเห็นต่างคนต่างเข้าใจว่าเราทำดีก็มีอย่างนั้น  เหตุนั้นการเผยแพร่ศาสนาทางภูเก็ต พังงา จึงลำบากมากมีการต่อต้านกันพอสมควร  แต่ก็สู้อำนาจแห่งความดีไม่ได้นะจนมีวัดอะไรเยอะแยะ เป็นเจ้าคณะจังหวัดตั้งหลายจังหวัดนะ  เมื่อหลวงปู่เทสก์ไปอยู่ก็มีวัดเกิดขึ้นทั้งภูเก็ต พังงา  กระบี่ มีเจ้าคณะจังหวัดขึ้นมาที่จังหวัดภูเก็ตคือหลวงปู่เทสก์นั่นแหละเป็นองค์แรก ท่านได้เลื่อนขึ้นเป็นพระนิโรธรังสีนั่นแหละ  จึงเป็นเหตุให้ท่านหนีขึ้นมาที่จังหวัดหนองคาย เราได้ไปคารวะอยู่เป็นประจำเพื่อฟังโอวาทจากท่าน

  ท่านพ่อลี ธัมมธโร การแสวงหาโมกขธรรม  จากครูบาอาจารย์นั้นไม่ใช่ว่า  เราจะไปเอาของท่านทุกสื่งทุกอย่าง เราจะไปดูศึกษาเรียนรู้ปฏิปทาของครูบาอาจารย์นี้อะไรดีที่เราเห็นว่าเป็นประโยชน์ตอเองและบุคคลอื่นเราก็นำมาปฏิบัติ   ฝึกตน  หัดตน   เตือนตน  สอนตนอยู่อย่างนี้แหละ มันเลยยากที่ว่า ครูบาอาจารย์องค์นี้ท่านให้อรรถให้ธรรมอะไรบ้างเพราะแต่ละองคืก็จะอบรมสั่งสอนแบบเดียวกันทั้งนั้น  คือ  สอนให้คนมีปัญญา  คนมีปัญญานี่ไม่ใช่คนมีปัญญานั้นจะเป็นคนเลิศประเสริฐเสมอไป  ปัญญาถ้านำไปใช้ในทางที่ผิดก็เป็นคนชั่วได้เหมือนกัน  ฉะนั้นการเข้าพบหาสมาคมกับครูบาอาจารย์หลายท่านหลายองคืจนแทบจะจำไม่ได้ ก้มีจุดมุ่งหมายคือว่า  เราจะเอาประโยชน์  คือความรู้ ความฉลาดที่จะนำมาประพฤติปฏิบัติให้เป็นอรรถเป็นธรรมโดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น
 
  ท่านพ่อลีโดยมากจะอบรมทั่งๆไป ที่ได้อยู่ปฏิบัติต่ท่านนั้น  มีวันหนึ่งที่เห็นว่าท่านแปลก  ตอนอยู่วัดสันติธรรม  ประมาณ  พ.ศ.2503  หลังงานฉลองกึ่งพุทธศตวรรษ   ท่านไม่สบายในยุคนั้นสมัยนั้นเกี่วยกับโรคหัวใจโต  ท่านไปพักรักษาตัวอยู่ที่เชียงใหม่  วัดสันติธรรม ท่านให้เรานำหลอดไฟกลมๆ มาให้ ให้ไปต่อแล้วเอามาแขวนไว้ที่ท่านนอนตะแคงนี่  ท่านจะเพ่งไฟอันนี้  ท่านเรียกว่าเพ่งกสิณของท่าน เราก็เข้าใจว่า ท่นเพ่งกสิณ นั่นแหละ  เพื่อจะบรรเทาเวทนาให้จิตมันวาง  มันว่างจากอุปาทานให้ธาตุขันธ์ของท่าน  ท่านอาจจะมีเวทนาในธาตุขันธ์แบบใดแบบหนึ่ง ท่านจึงสั่งให้เราหาหลอดไฟกลมๆ เล็กๆ มาให้  ท่านก้นอนภาวนาอยู่อย่างนั้น เราก็คอยหาน้ำร้อน  น้ำเย็นมาคอยถวายท่าน มาไว้ท่านจะได้ใช้ สำหรับท่านพ่อลีนี่อยู่นี่ประมาณเดือนหนึ่งได้มั้ง ได้ปฏิบัติท่านอยู่นี่ จนท่านได้เข้าไปโรงพยาบาล หมอก็ไม่ให้ใครไปเยี่ยม ท่านก้สั่งไว้ว่าไม่ต้องไปเยี่ยม ก็เลยพอ ท่านไปอยุ่โรงพยาบาลแล้ว จึงไม่ได้ตามไปปฏิบัติเพราะหมอเขาไม่ให้ใครวุ่นวายกับท่าน ก่อนหน้านั้นก็เจอกับท่านเป็นครั้งคราว เช่น พ.ศ.2501 อยู้เมืองเถินบ้างอยู่ลำปาง ท่านไปเยี่ยมลูกศิษย์ลูกหา จนกระทั่งพ.ศ. 2503 นี่แน่นอนล่ะ ไปอยู่วัดสันติธรรม ท่านไปพักผ่อนอยู่ ท่านเคยฝึกอาณาปานสติที่ประเทศอินเดีย อยู่กับพวกฤาษี ฝึกสมาธิ สมาบัติ นั่นแหละ  ท่านก็อาศัยกสิณนี่แหละ เป็น (บท) บาทของการประพฤติปฏิบัติ

ฐิตปญฺโญวาท

ความรู้  ความฉลาด ไม่ใช่จะได้จากนักปราชญ์บัณฑิตเท่านั้น
 
ความรู้       ความฉลาด ไมใช่เราจะเอานักปราชญ์บัณฑิตแต่ถ่ายเดียว ถ้าเป็นทางโลกก็เรียกว่าจบดอกเตอร์ ถ้าเป็นทางธรรม ก็เรียกว่า ผู้ศึกษาจบเปรียญเก้าประโยคเท่านั้น ความเป็นจริงแล้วนี่ แม้ตั้งแต่เด็ก เราก็มีสิทธิ์ที่จะเรียนรู้ความดี ความชั้ว ได้สติได้เป็นครูบาอาจารย์แนะนำ   ตักเตือน   ลูกศิษย์ลูกหาศรัทธาญาติโยม มาจนทุกวันนี้ ก็เอาความรู้จากญาตโยม จากพระเณรที่ทำผิดๆถูกๆ เราก็ได้ปัญญา  ซึ่งเกิดจากสิ่งเหล่านั้นเช่นการเข้าห้องน้ำ  บางทีก็รู้ว่าห้องน้ำไม่สะอาดเนี่ย ความสกปรกมันเกิดจากอะไร  มันเกิดจากการไม่รักษาถึงแม้ว่าจะเป็นผู้รักสวยรักงามรักความสะอาด มันก็สะอาดไม่ได้ นี่แหละทำให้พวกเราได้ความรู้ สติปัญญา จากสิ่งที่ไม่สวยไม่งามไม่ดีทั้งหลายเหล่านี้แหละ

  ฉะนั้น  สติปัญญา ความรู้ ความฉลาด ไม่ใช่จะเอาจากนักปราชญ์บัณฑิตเท่านั้นถัาหากเรามีความระแวงระวังสังวรอยู่ เราก็จะรู้ความดี ความชั่วได้ ทั้งคนโง่ ทั้งคนฉลาดจากญาติโยม พระเณร เขาสอนครูบาอาจารย์ เราอย่าไปคิดว่าเราสอนเขาอย่างเดียว เขาก็สอนเราเหมือนกัน เหมือนแมงป่องมันสอนนี้แหละ มันต่อยเอาก็รู้เอง ทีหลังจะได้รู้ว่านี่เออ…แมงป่องจะได้รู้และมีสติปัญญามากขึ้นล่ะซี่ อย่างพระเณรเข้าห้องน้ำไม่ถอดรองเท้าเราอายคนอายญาติโยมครูบาอาจารย์ ก็ทำความสะอาดซะเอง  คือเขาสอนเรา ที่นี่เราก็จะได้สอนเขา  ครูบาอาจารย์ก็เอาศรัทธาญาติโยมนั้นแหละ ได้บุญนะ ห้องน้ำไม่สะอาดก้ไปเช้ดกวาดถูเอง ศาลาไม่สะอาดก้ไปทำความสะอาดทำให้เป็นตัวอย่างของคน ก็ได้สอนคนสอนลูกศิษย์ลูกหาศรัทธาโยมไปในตัวเราเลยได้สติปัญญา ความรู้ ความฉลาด จากสิ่งที่มันไม่ดี อย่าไปคิดเอาความรู้แต่เฉพพาะกับคนฉลาดนะ แม้แต่สัตว์ลูกเล็กเด็กแดง คนโง่ๆ ก็ทำให้เราเกิดปัญญานะ  ทั้งทางโลกทั้งทางธรรม มันสอนเราหมดทุกอย่าง มันไม่มีผิดถูก ไม่มีชั่วดี ไม่มีสะอาด สกปรก เราจะมีปัญญาได้ไง มีตาก็เหมือนตาไม้ไผ่ มีหูก็เหมือนหูกระทะ เห็นแล้วไม้ได้นำมาคิดพิจารณาอะไร เลยไม่รู้เรื่อง เลยไม่มีปัญญาอะไร ตาไม่บอดก็เหมือนบอด หูไม่หนวกก็เหมือนหนวกมีตาอยู่  หูก็มีอยู่แต่ไม่มีปัญญาปกป้องคุ้มครองตนเองให้พ้นจากทุกข์ได้  มีแต่จะนำเรื่องที่ก่อให้เกิดทุกข์เข้ามาสู่กายใจร่ำไปการศึกษาการเรียนรู้  ก็ต้องศึกษาไปอย่างนี้  อย่าไปคิดว่าเราเกิดมาแล้วไม่มีโอกาสนะ  ความจริงแล้วเรามีโอกาสเท่าเทียมกันทั้งนั้นเลย  ไม่ว่าจะเกิดในชาติตระกูลอะไร  แต่ความจริงแล้วเราทำให้ตัวของเราหมดโอกาสเอง  เพราะเราเข้าใจว่าเราเกิดขึ้นมาบุญน้อย  วาสนาบารมีน้อย  เกิดมาเป็นคนอาภัพอับจนก็เลยเป็นคนหมดโอกาส  อันนี้เป็นความรู้ผิดเห็นผิด  คิดผิด  สำคัญว่าเราเลวกว่าเขา  ถ้าเราสำคัญว่าเราเสมอเขาก็ผิด  ความเห็นแบบนี้เป็นความเห็นผิด  สำคัญว่าเราดีกว่าเขาอันนี้ก็เป็นความเห็นผิดเช่นเดียวกัน  เป็นมิจฉาทิฏฐิ  คือความเห็นผิดสามอย่าง  ความเห็นผิดเหล่านี้จะปิดบัง 
 
  ฉะนั้นการศึกษาจะเป็นศีลสิกขา  สมาธิสิกขา  ปัญญาสิกขาก็ดี  อันนี้มันไปด้วยถ้าไม่มีศีล  สมาธิก็ยากที่จะเกิดขึ้นได้  ความสงบระงับ  เยือกเย็นเป็นสุขก็ยาก  คนทำชั่วอยู่เนี่ยจะให้จิตสงบเยือกเย็นมันเป็นไปได้ยาก  ปากว่าพุทโธ  แต่ใจไปทางอื่นแล้วนะ  ยังคิดเรื่องไม่ดีอยู่นั่นเรื่องชั่วอยู่นั่น  มันจะเป็นสมาธิไม่ได้  สงบระงับความฟุ้งซ่านรำคาญก็ยังไม่ได้  แล้วจะให้มันสงบจากบาปธรรมทั้งหลายได้ยังไง  มันต้องอาศัยสมาธิปัญญาพินิจพิจารณาให้เห็นผลเห็นเหตุเห็นอรรถเห็นธรรม  จะเป็นรูปธรรมนามธรรมก็ตาม  ถ้าเรารู้เราเห็นแล้วมันจะง่ายต่อการประพฤติปฏิบัติ  ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ  เพื่อออกจากทุกข์ได้  เหมือนเราเห็นงูพิษ  ถ้าเรารู้ว่างูพิษ  งูนั้นก็กัดเราไม่ได้  เราจะหลีกเลี่ยงมันให้ไกล  เราเกลียดกลัวความสกปรก  เราก็จะรักษาให้เกิดความสะอาดบริสุทธิ์ผุดผ่องขึ้นมาได้  ฉะนั้นท่านจึงไม่ให้ท้อแท้  อ่อนแอ  ดูถูกตัวเอง  ว่าเรามีบุญน้อยวาสนาน้อย  เพราะความสำคัญผิด  คิดว่าเราไม่มีวาสนา  อาภัพอับจน  ถ้าคนเราคิดงี้ก็จะเกิดความท้อแท้  ไม่มีกำลังในการสร้างความดี  ทำความดีใส่ตนเองได้  เพราะสำคัญมั่นหมายว่า  เราไม่มีบุญ

  ฉะนั้น  ให้ตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติ  ศึกษาภาวนา  อย่าไปท้อถอย  ทำให้มากเจริญให้มาก  ไม่ต้องกลัวว่ามันผิดไม่ต้องกลัวว่ามันจะถูก  ถ้ามันไม่ผิดไม่ถูก  เราก็ไม่รู้จักความดีความชั่ว  ไม่ว่าจะเป็นทางโลกหรือทางธรรม  ก็จะนำความดีมาสู่ตนและบุคคลผู้อื่นไม่ได้  สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้  ไม่ว่าอะไร  คน  สัตว์  ต้นไม้  ภูเขา  มันก็มีดีมีชั่วอยู่ในตัวของมันเอง  พระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า  ผู้จะล่วงทุกข์ได้  เพราะความเพียร  ถ้าขาดความพากเพียร  ความรู้  ความฉลาด  สติปัญญา  วาสนาบารมีจะเกิดขึ้นไม่ได้  อย่าไปท้อถอยในการสร้างความดี  อันนี้เป็นการศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรม  เมื่อเห็นโลกก็เห็นธรรม  เมื่อเห็นธรรมก็เห็นโลก  รู้โลกรู้ธรรม  แล้วก็จะรู้จักสิ่งที่ชั่วเองแหละ

แค่ลงมือทำ                                                                    
พระอริยเจ้าท่านก็ทำแบบเรานี้แหละ   ผิดบ้างถูกบ้าง  ได้บ้างเสียบ้าง  แต่ไม่ทิ้งทางไป

ลด  ละ  เลิก                                                                                   
บุหรี่เลิกไม่ได้  ก็เสร็จหมาเท่านี้  แค่กิเลสหยาบๆ  ยังละไม่ได้ จะหากิเลส

หาอยู่หากิน…หาตาย                                                                       
การเบียดเบียนตัวเองนี่  ไม่ใช่ต้องฆ่าตัวตายหรอกเพราะความโกรธความโลภความหลงของเรามันฆ่าตัวเราเอง  อย่างการทำงาน  หาเงินหาทองนี่  วุ่นทั้งวันทั้งคืน  นอนน้อยที่สุด  อายุสั้น  อุปโภค  บริโภค  โดยไม่มีประมาณ  จึงทำให้ชีวิตสั้นลง  ภาษาโลกๆ  คือมันทุกข์เพราะความไม่พอของเขาเอง  มีเท่าไรๆ  ก็ไม่พออยู่นั้นเอง  เราจะเห็นในประวัติศาสตร์ต่างๆ  มากมาย  เป็นการสร้างภัย  สร้างเวร  สร้างกรรมขึ้นมา  เมื่อรู้ก็สายเสียแล้ว  แก้ไขไม่ได้  ทำมาเยอะแล้ว   เลยไม่มีโอกาสแก้  ตายไปเปล่าๆ  ไม่ได้อะไรแม้แต่ทรัพย์สมบัติที่มีเต็มบ้านเต็มเมือง  ก็ไม่ได้อะไรซักอย่าง   เศรษฐีตายหลายคนแล้ว  เราไปทำงาน  แม้แต่ฟันทองในปากเขาก็ยังไปงัดเอา  เขาบอกพ่อแม่ให้เขาซะอีกแน่ะ

ขี้โลภ                                                                                                             
ให้มีทาน  มีศีล  มีภาวนา  ไม่มีภาวนาก็ภาวนาสิ  ทำให้เกิดสิ  ไม่ใช่อยากได้  แต่ไม่ทำ  คนสมัยนี้ทำงานนิดหน่อย   อยากได้เงินเดือนมากๆ  นั่งสมาธิวันละ  5  นาที  10  นาที  กันยังไม่ทันอุ่น   อยากพ้นทุกข์  ให้หมั่นสะสมไว้ต่อไปจะได้มีจะได้เป็น   สะสมไว้  ไม่ได้ใช้ใน พระนิพพานนะ   ใช้ในวัฏฏะ  ให้ทำก็เพื่อจะต้องไปเกิดน่ะแหละ  เพราะยังต้องเกิดเลยต้องทำมันเกิดแน่ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้เกิด  ถ้าไม่เกิดแล้วก็แล้วไป

รู้ก็ไม่เห็น  เห็นก็ไม่รู้                                                                                      
การนั่งหลับตาก็นั่งคิดปรุงแต่งไปอย่างนั้นแหละ  ไม่ต้องไปหลับตาเห็นนิมิตอะไรหรอก   ลืมตาก็เห็นแล้วเหมือนกัน   จะไปหาหลับตาทำไม   คนไม่มีปัญญาลืมตาก็ยังไม่เห็น  ไม่เห็นความดี  ความชั้ว  ความเสื่อม      ความเจริญ สุข ทุกข์ ยังไงก็ไม่รู้เรื่อง ลืมตาดูแท้ๆ

มาร คือ อะไร                                                                                               
เราไม่เคยเห็นพญามาร เคยเห็นแต่ความคิดนี่แหละมันเป็นมาร

จะเอาอะไรก่อนตาย                                                                                        
อยู่ไปเพื่ออะไร ต้องการอะไร ความสุขล่ะเราได้ไหม ไม่ได้เพราะเราเอาเอง พระพุทธเจ้าท่านบอกวิธีไว้หลายวิธีเราไม่ทำซะที อยากรวย รวยหรือยัง  อายุมากแล้ว หรือจะเอาสวย ใกล้สวยเป็นนางสาวจักวาลหรือยัง  มีแต่ไม้เท้า 3ขา 4 ขา น่าเกลียดขึ้นทุกวัน พญามัจจุราชไม่เคยรอใคร ความตายไม่เคยบอกว่าวันไหน อย่าโอ้เอ้โลเล เสียเวลาที่ได้เป็นคน ไม่อบรมสร้างสมบารมี จะได้ มรรคผล ยังไง เหมือนอยากกินข้าวไม่ปลูกข้าว จะได้กินยังไง ไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้า อาจชาตินี้ก็สำเร็จก็ได้  ให้ทำเสมอ  ให้ทำเอา อย่าได้มีอกุศลในใจ เหมือนสนิมกินเหล็ก ให้ขูดขัดเกลา จนเหลือแต่เหล็กขาวๆ เหมือนจิตใจขัดเกลาเข้าตามมุ่งมาดปรารถนา ก็จะขาวสะอาดได้ ให้รู้ว่าตนเองยังจน ยังไม่พอ ยังน้อย ไห้รีบทำ ให้รู้

ไม่แน่
แค่ขนเม่นก็ทำให้คนฆ่ากันได้  ปกติล่าเนื้ออะไรมาได้ก็จะแบ่งเท่าๆ  กัน  ล่าช้างมาตัวใหญ่แล่งได้เนื้อเยอะ  ขนมันนิดเดียว  นี่ขนเบ้อเริ่มแบ่งเนื้อให้นิดเดียว  นี่นะขนบังตา  ภาพลวงตานิดเดียวลวงใจไปด้วย…สร้างภาพขึ้นมาแล้วก็หลงผิดไปได้  เรื่องเล็ก  จึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้

ได้เท่อที่ทำ
ไม่ใช่แค่หัวโล้นผ้าเหลืองจะเป็นพระนะ  ผ้าขาวก็เป็นได้ใจมันก็เป็นพระเอง  นี่เราอยากได้เป็นพระอรหันต์  อยากนิพพานแต่ไม่ทำเอา  มันก็ไม่ได้  มันได้เท่าที่มันเป็นนั่นแหละ  คือเป็นทุกข์  ไม่อยากเป็นก็ต้องเป็น

วายวอด 
กิเลสกินได้ทุกอย่าง  มีเงิน 100  ล้านก็ยังทุกข์  น่าอนาถนะคนนี่  กิน 24 ชั่วโมงก็ได้  ขอแต่อยาก  กินได้ตลอด  มันเป็นทุกข์ตัวเองน่ะแหละไม่ใช่คนอื่น  ให้มีกินตลอดชีพ  มีกายวาจา  ทำดี  ใจคิดดีก็พอแล้ว  กว่านั้นมันเป็นเรื่องของกิเลส  กิเลสเป็นโรคที่ไม่มีปริมาณเหมือนไฟที่ไม่เบื่อเชื้อ  ท่านจึงให้รู้จักปริมาณ

หนีไม่พ้น 
เรามานั่งให้เป็นนอนให้เป็น  มันเป็นไม่ได้  ดีไม่ได้แน่ๆ  พระพุทธเจ้าท่านปฏิบัติ  จึงเป็น  ยิ่งกลัวทุกข์ยิ่งทุกข์หนักเข้าไปอีก  กลัวตายก็ไม่พ้นตาย  กลัวเจ็บไม่พ้นเจ็บ  ยิ่งกลัวแก่ยิ่งแก่ง่าย  ให้ตั้งใจภาวนาอย่าท้อแท้  กลัวล้มกลัวตาย  ต้องปฏิบัติ

เมื่อรู้จริงก็ทิ้งทุกข์ไปได้
เมื่อรู้จริงแล้วไม่ทำอะไรก็หายกลัวเอง  เหมือนกลัวผีหลอก  ก็ให้ฝึก  เหมือนโดนเขาด่าเมื่อเรารู้แล้วว่าเขานิสัยอย่างนี้  ก็ไม่ต้องว่าอะไร

รู้จักเก็บ
จิตใจเหมือนตะกร้า  ให้เลือกเฟ้นแต่สิ่งดีๆ  ใส่  อย่าหาขี้หมู  ขี้หมา  ขี้โกรธ  ขี้โลภใส่  ขึ้นชื่อว่าขี้นี่ไม่ดีนะ

ตัวกูของกู 
แม่ที่ลูกตายก็ครวญครางเพราะเห็นว่าเป็นลูกเรา  อันที่จริงมันไม่ได้เป็นลูกใครหรอก  หนอนอยู่ในตัวเราเป็นร้อยเป็นพัน  มันก็ว่าของมัน  ยุงมากินเรามันว่าว่าลาภมัน  เราก็ว่าของของเรา  จริงๆ แล้วมันไม่ได้เป็นของใคร  มันเป็นสมบัติโลก

หูกระทะ 
ฟังธรรมแล้ว  ให้ฝึกภาวนาไปด้วยไม่งั้นหูก็เหมือนหูกระทะ  เอาไม้ขัดไว้  หามของหนักๆ  เท่านั้น

หมดอายุสังหาร 
เขาทุกข์  บินมาหา  เขาคิดแต่ว่าของเขาคนเดียว  ที่จริงแล้วมันทุกบ้านทุกประเทศ  ทุกที่เขาตายกัน  นอนอยู่ดีๆ  ก็ตาย  เขียนหนังสือก็ตาย  ขับรถมาประจวบเข้ากันพอดีก็เลยตาย  มันหมดบุญ  หมดเวลา  เรียกว่ากรรมน่ะแหละ  ใครจะไปตั้งใจตาย  มันไปตายเอง  ขึ้นเครื่องบินก็ตก  บก-น้ำก็ตาย  เรือชนก้อนหินก็ตายอีก  ท่านว่าหมดบุญ  หมดแล้วนะ  ถึงเวลานั้นตายแน่ๆ  หมอนั่งเฝ้าอยู่ยังตาย  พ่อหมอ  แม่หมอก็ตาย  ใครจะรักษาได้  ความตายเป็นสัจธรรม  แต่เราไม่รู้ว่าใครสร้างวาสนาบารมีมาแค่ไหน  เราไม่รู้จริง  เรื่องสังขารร่างกายมันหมดบุญแล้วก็ต้องแตกดับ  จะว่า  โอ้ย  ขอให้อยู่ไปก่อน  เออ !เวลามันไม่ตายก็อยู่ได้หรอก ขึ้นเครื่องบินลำเดียวกันตก ยังไม่ตายก็มี กรรมมันรักษาไว้  ให้รู้แล้วจะเข้าใจว่าควรจะปฏิบัติยังไงกับตนและผู้อื่น

อย่าสู้เพียงแค่เป็นอาหารหนอน                                                                     
ให้เอาตายสู้เลยบางครั้ง  นั่งนอนอยู่เฉย ๆมันก็ต้องตาย  เมื่อไหร่จะทำความดีล่ะ  ไหนๆก็จะตายแล้ว  ถ้ามันมีเหตุควรตายก็เอาตายสู้ให้ใช้ปัญญา  นักปฏิบัติ…ไม่ใช่ฆ่าตัวตายสู้แบบโง่ๆ ให้สู้ด้วยความฉลาด  อย่าไปตายโง่ๆ คำว่าสู้ตาย  สู้ตาย  ต้องสู้แบบมันไป  ไม่มี  ทางหลบหลีกแล้วก็สู้อย่างนั้น  บางคนครูอาจารย์ดุด่าว่ากล่าวก็น้อยใจ  กินยา  หรือหลบ  ไปอดอาหารตายในถ้ำ  ตายไปไม่เห็นน่าอัศจรรย์อะไรเป็นประโยชน์ก็แค่อาหารหนอน

หาจนตายไม่มีวันเจอ                                                    
สิ่งที่เขามี…เขาเป็น  เพราะเขาทำมา  ไม่ใช่แค่ปรารถนาแล้วจะได้  ท่านจึงให้สร้างไว้พึ่งพาอาศัย  เกิดมาได้เป็นคนสวยงาม  ร่ำรวย  ให้คิดนี่แหละคือบุญที่ทำไว้  ให้ระลึกถึงบุญเป็นอารมณ์  ให้รู้ตัวเลยว่า  เราได้ทำบุญไว้  รักษาศีลไว้  เจริญภาวนาไว้  ผลที่เว้นบาปทำบุญสร้างสมความดีบารมีจนแก่กล้า   ถ้ามิได้ทำไว้หรือทำชั่วไว้เกิดมาก็ทุกข์ก็ยากจนพยายามขวนขวายหาเงินหาทอง  หาเท่าไหร่ก็ไม่ได้หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ  เหมือนเราหาของที่ไม่มี  หาอะไรก็ไม่เจอ  เพราะไม่ได้ทำไว้  หาเท่าไหร่จึงไม่มี

ลือกเป็นได้                                                                        
อยากร่ำ  อยากรวย  อยากสวย  อยากงาม  ต้องทำยังไง  ให้รู้จักเหตุของมัน  รู้แล้วก็ปฏิบัติพระพุทธเจ้าท่านว่าคนจะเกิดในตระกูลสูง  ต้องมีกิริยาอ่อนน้อมไม่กระด้าง  มีระเบียบวินัยเป็นวัตร  ทำอะไรเป็นระเบียบเรียบร้อย  รักความสะอาด  หายก็รู้อยู่ก็งามตา  จะทำให้เกิดในตระกูลสูง

ใครทำใครได้                                                                       
อย่าไปคอยให้คนนั้นคนนี้ทำให้นะ  อย่าไปคอยเวลานั้นเวลานี้  ชีวิตมีอยู่โอกาสมีอยู่ให้รีบทำความดีเลย  ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่เกิดนะ  ยังไงก็เกิด…ในภพในชาตินี้เพราะมันไปยืดถือขอให้เกิดเป็นงั้นงี้  เออ…อ   ถ้ามันขอได้คงมีแต่คนรวย  ไม่ทุกข์  ไม่ยาก  ไม่ขี้เหร่   ไม่จนมีแต่ฉลาด  ถ้ารอวันนั้นวันนี้เวลานั้นเวลานี้  มันจะไม่ได้ทำนะ  กิเลสมันหลอกไปเรื่อย  เลยไม่ได้ปฏิบัติมีแต่เวลาของกิเลส

กัดแหลก                                                                           
หมากัดเรา  เราจะไปกัดหมาเหรอ  ใครจะได้เปรียบเสียเปรียบใคร  วิ่งตามมันทันเหรอ  กัดสู้มันได้เหรอ  มันก็มีแต่เสียเปรียบมันวันยังค่ำ…

ยังไงก็ตาย                                                                         
สังขารมีแต่เสื่อม  หาเสื้อมาห่ม  คลุมหัวกลัวหวัด  ถู่สบู่ให้  หาอาหารดีๆ ให้  สบู่ไม่หอมก็ไม่เอา  ดูสิ  ดูแลดีขนาดไหนก็ยังแกยังเจ็บ  ก็ตายอยู่ดี  เดือดร้อนทุกข์ไม่สบายกาย – ใจอยู่ดี  จึงให้มีปัญญา

เสียชาติเกิด                                                                        
ตำรวจผู้หนึ่งจี้ปล้น  ข่มขืน  ใช้อำนาจในทางที่ผิด  ความโง่ทำลายตนเอง  สุดท้ายจนมุมยิงตัวตาย  หนีทุกข์  ลงนรกยิ่งทุกข์กว่านี้ด้วยซ้ำ  อุตส่าห์เกิดเป็นมนุษย์

เหตุเกิด                                                                   
ข้องอยู่ตรงไหนก็เกิดตรงนั้น  ติด( ตา )  อะไรก็เกิดที่นั่น

ไม่มีอะไรก็ไม่ทุกข์สิ่งนั้น 
หมั่นพิจารณาดูคุณโทษมันจึงจะละได้ ตาก็มีคุณมีโทษ หูมีคุณมีโทษ ฟันก็มีคุณมีโทษ(เทศน์ขณะปวดฟัน ) ทุกอย่างมีคุณมีโทษทั้งนั้นในโลกนี้ ถ้าเข้าใจแล้วก็ปล่อยมันเถอะเรื่องของมันไม่ใช่เรื่องของเรา พิจารณาดูว่าถ้าเราเกิดอีก ฟันต้องมาหลุดอีก  ตามาฝ้าฟางอีก พิจารณาดูแล้วมันจะไม่อยากเกิด สารพัดจะเป็น โอ๊ย  ร้อน-หนาว  โอ๊ย รวย-จน ก็เป็นแบบนี้แหละในสงสารนี้

ไฟไม่เบื่อเชื้อ
ให้พิจารณาอย่าให้อารมณ์แก้ปัญหา เอาอารมณ์เข้าแก้คือเอาเชื้อเพลิงโยนเข้ากองไฟยิ่งไหม้หนัก จึงต้องหาวิธีลดละ ปล่อยวาง ไม่โยนเชื้อเข้าไป ไฟมันก็ดับเองเย็นลงเอง ให้มีปัญญาวิธีแก้ความโกรธ หลง ราคะ โทสะ มีสติกลั่นกรอง มันร้อนเพราะมีเชื้ออยู่ เชื้อไฟเหมือนถ่านนะ ถ้าเราวางปล่อยไป ความร้อนจะลดลง

ความหลุดพ้น
หลุดพ้น คำนี้คือหลุดพ้นจากความชั่วน่ะแหละ ทุกข์มันจะหายไปสุขมันจะเกิดมาแทนที่จนสุขก็ไม่เอา ทุกข์ก็ไม่เอา มันจะเป็นไงก็ช่างมัน แต่ว่าไม่ใช่มันไม่รู้หรือไม่มีนะ มันเกิดจากร่างกายนี้ มันเกิดมาเราไม่เอา มันก็จบเท่านั้นเอง มันเห็นธรรมดาจริงๆ ไม่ใช่แค่ตามอารมณ์(สัญญา) นะ ต้องรู้ถึงจิตใจจริงๆ สุขมันก็ยังเป็นทุกข์ ทุกข์มันก็ยังเป็นสุข มันไม่หนีไปไหน

(ไม่) ฝืนกระแส 
เรื่อต่ำๆ เลวๆ นี่มันจะง่ายนะ หล่นลงไปง่าย เรื่องดีๆ นี่มันต้องฝืนประพฤติปฏิบัติ ความพากเพียรอดทนไม่มี ขยันหมั่นเพียรไม่มี สติไม่มี  สมาธิไม่มี ปัญญาก็ไม่มี มันขาดไปหมดนะ ไม่ต้องฝึกหัด มันไหลลงที่ต่ำที่เลว ความสุขมันเกิดขึ้นแวบเดียวช่วงนั้น ความสุขที่เกิดจากความยินดีแป๊ปเดียวก็จบ เช่น ดูหนังเดี๋ยวก็จบ เงินหมด กลับบ้าน เมียด่า

ไม่เที่ยง
อย่าจริงจังอะไรเลยในโลกนี้ เราเคยเห็นคนจนมากกลับรายขึ้นมามาก คนรวยมากเสื่อมจนลงมากก็มี…

(ผม) คากิน (ครับ) 
ทำไมคิดว่าบวชแล้วมันทุกข์ยากหลาย เพราะมันต้องกินมื้อเดียว ไม่ได้กินตามใจอยาก หรือ กินมาก ต้องหามาก หานี่ลำบากนะเวลาหามา เหตุนี้พระพุทธเจ้าจึงให้กินมื้อเดียวแค่กันตาย กินมากก็ตายนะ กินอร่อยหรือไม่อร่อยก็ตาม ก็ป่วยแก่นะ ไม่เลือกหรอก

บารมี
บางคนให้ทาน แต่ไม่ชอบบอกคนอื่นให้ทาน จึงมีโภคทรัพย์แต่ไม่มีบริวาร บางคนไม่มีโภคทรัพย์ แต่มีบริวาล เคยไปงานศพ คนตายไปจ๊น…จน แต่มีคนมาช่วยมากมาย มาทานให้หลาย ๆ ก็มี

หาดีตรงไหน
ทำไมสิ่งเลว ๆ ทำง่ายเหลือเกิน สิ่งดี ๆ ไม่รู้จักทำ มีธรรมะ ไม่รู้จักใช้ธรรมะ น่าศรัทธาเลื่อมใสไหม การปฏิบัติต้องพิจารณาอย่างนั้น จึงจะมีปัญญาเห็นธรรมะ เห็นตัวเองก็ได้ คนอื่นก็ได้ เออ…มันไม่เหมาะ ไม่ควรนะ ถ้าทำแบบนี้มันเป็นเรื่องฆราวาส ก็สึกไปเป็นฆราวาลสิง่ายที่สุด ถ้าเป็นนักบวชต้องระวัง สมณสารูปของตนให้อยู่ในกรอบก็จะดีนะ เป็นฆราวาส อยากเป็นพระ เอาผ้ามาห่มโกนหัว แล้วทำตัวแบบฆราวาส ทำอยู่ทำกินฆ่าสัตว์ไม่เลือกกาลเวลา อย่างนี้ศิลธรรมอยู่ไหน ดิบดีอยู่ไหน ผิดประเภท เวลาเป็นโยมอยากเป็นพระ เวลาเป็นพระอยากเป็นโยม เลยเป็นผีบ้า

ปัญญาที่แท้จริง 
อย่าไปดูถูกใคร เห็นคนวิกลวิการ โง่เขลา เบาปัญญา พิการยังไงก็ไปดูถูดเขาไม่ได้ มันมีเวรกรรม ให้ทุกข็ให้โทษกับเราเหมือนกัน การดูแลใครนั้นคนมีปัญญาจะคิดว่า ยกให้เป็นเรื่องของกรรมไปเสีย ให้เห็นเป็นสัจธรรม ถ้าเรามีปัญญากว่าเขาจริง ๆ แล้ว ให้วางเสีย ต้องวางให้เป็นซิ 

ว่าง วาง ปล่อย
พระพุทธเจ้าท่าให้พิจารณา ถ้ายังยินดีในสุข ยินร้ายในทุกข์ ก็ยังไม่พ้นทุกข์นะ ผู้ที่ได้นิพพานท่านจะเห็นธรรมดาว่าขันธ์ทั้ง 5 เป็นทุกข์ มันมรอุปาทาน สุขก็ยึด ทุกก็ยึด จึงยังไม่พ้นทุกข์ ผู้ที่ได้สมบัติก็สุขกับการไร้ตัวตนที่เงียบ ๆ พอออกมามีตัวตน วิญญาณ ตา หู จมูก ลิ้น กาย จิตใจ ก็ไม่อยากมี เบื่อหน่ายอยากนั่งเงียบ ๆ ที่ว่ามันสุข มันสุขอยู่ที่ความยินดีนั่นเอง ก็ยินดีในขันธ์ 5 นี้เอง เรายังมาสุข-ทุกข์ ไม่เสียใจ ไม่ยินดีจะว่า ว่าง วาง ปล่อยไม่ปรากฏก็ได้ อะไรมันปรากฏ! ก็สุขกับทุกข์น่ะแหละ แต่อันนี้มันไม่ปรากฏอย่างนั้น มันเห็นธรรมดาธรรมชาติของมันจริง ๆ แล้ว มันก็เปลืองทุกข์เปลืองสุขได้

เชื่อบ่ได้
กิเลสมันหลอกต่าง ๆ หลอกเจ้าของไปเรื้อย ๆ แต่งงานแล้วคงดีนะ ก็เลยแต่งงาน พอมีครอบครัวแล้วก็คิดว่า ต้องหาเงินสร้างครอบครัว ก็เหนื่อยหาเงินอีก อยู่ไปก็คิดว่า ถ้าเรามีลูกซะก็คงจะดี อ้าว! มีลูกอกมา คิดเอาว่าเราอุ้มลูกเอาไว้ ให้พ่อออกไปทำงานครอบครัวคงมีความสุขดี ลูกโตหน่อยให้เรียนคงดี ไปหาเงินให้เรียนอีก โตอีกหน่อยเราคงจะสบาย ส่งให้เขาเรียนต่ออีกสังหน่อย ก็หาเงินส่งอีก ถ้าเข้าวิทยาลัยแล้วก็สบาย หาอีก…ค่าเทอมหมดไปเป็นล้าน…หลอกไปยังงั้นแหละ หลอกไปเรื่อยนะ กิเลส เออออ! มีหลานคงสบายเลี้ยงหลายอีก ตายไปเปล่า ๆ ไม่สิ้นสุด กิเลสมันหลอกให้วนอยู่ในวัฏฏะสงสาร แล้เมื่อไหร่…เราจะภาวนากัน นี่เป็นเวลาที่เราจะแก้ตัว ทำสิ่งผิดให้ถูก ที่ดีให้ดีขึ้น

ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา
มีคนมาขอยามะเร็ง หลวงพ่อเลยให้ไป เอาไม้ไปต้มกิน หายก็เอา ตายก็ตายไป โยมเอ๋ยไม่มีใครไม่ตายหรอก หมอก็ตาย ญาติหมอก็ตาย อายุสังขารหมด อบรมมาแค่นั้นก็ตายเท่านั้นแหละ อาตมาก็คือกัน บุญวาสนามีก็ไม่ตาย ชีวิตมันน้อย ไม่พอแก่ความปรารถนา จะรอวันก่อนไม่ได้ มีชีวิตอยู่ให้รีบทำความดีให้เป็นอุปนิสัย ต่อไปบุญที่ได้สั่งสมอบรมไว้ดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ แก่กว่านี้ก็ลำบากกว่านี้ เจ็บก็ลำบาก ตายยิ่งแย่ใหญ่ พวกเราจะไปภาวนาเวลาไหน ถ้าไม่เอาเวลาที่มันสบายอยู่ตอนนี้ ตายไปก็หมดสิทธิ์ในสมบัติโลก อย่าโอ้เอ้ลังเล…คิดถึงความตายวันละกี่ครั้ง ?

ละวางอย่างเข้าใจ
ถึงกาลถึงเวลา เมื่อธรรมชาติมันบริบูรณ์ มันก็ละได้วางได้ หมดปัญหา ไม่มีปัญหา ไม่ใช้แค่คิดจะปล่อยจะวางก็ปล่อยเลย ไม่ได้นะ เช่นเห็นไฟแล้วคิดจะปล่อยทิ้งเลยก็ไหม้ได้นะต้องเลือกสถานที่ทิ้งไฟจึงจะดับลงได้ บางแห่งทิ้งแล้วอาจจะลุกลามพินาศวอดวายไหม้ไปกว่าเดิม การทิ้งกิเลสก็เหมือกัน เมื่อไม่รู้โทษแล้วมันจะละได้ การวางความชั่วความเลวก็ต้องเข้าใจมัน

เห็นคุณเห็นโทษ 
ทุกวันนี้ เราก็ต้องอาศัยกิเลสอยู่ทั้งนั้นแหละ อัตภาพร่างกายนี้ ก็ได้จากบิดามารดา ให้เห็นว่ามันเป็นกิเลส ไม่ใช่แค่ไม่กินข้าวกินปลา อย่างนี้โง่เต็มที เพราะเราเห็นแต่ทุกข์ เช่น อัตภาพร่างกายนี้ เป็นที่เกิดของโรคทั้งนั้น ทั้ง ตา หู จมูก มองมุมเดียวนี้ก็เห็นแต่โทษอย่างนี้จึงให้มันตายดีกว่า มีแต่เรื่องทุกข์ มันผิดไม่มีธรรมะ ไม่มีปัญญา ให้พิจารณาคุณด้วย เช่น ถ้าไม่มีอายตนะนี้ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) มันก็ผี…เป็นคนไม่ได้ ถ้าแยกออกมาแล้ว จะเห็นว่า ร่างกายนี้ไม่ทุกข์เลยนะ ที่ทุกข์ก็จิตมันยึด ถ้ามีปัญญานะ ต่อไปเราจะจับไฟก็ได้จับเสือก็ได้

สู้ไม่ถ้อย 
การประกอบความดีนั้น เป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างท้อถอย ได้บ้าง ไม่ได้บ้างก็ให้ทำพระพุทธเจ้าท่านก็ทำแบบนี้

เจ้าคนนายใคร
มัวแต่เอ็นดูสงสารไม่ฝึกหัดลูก จบปริญญาแล้ว แม่ยังต้องปูที่นอนให้ แต่งงานแล้วนะ ทำอาหารก็ไม่เป็น อาหารธรรมดาเหมือนกันก็ไม่กิน ต้องไปกินภัตตาคาร จานเท่าไร 500 บาท  ก็กิน ว่ากล่าวก็ไม่ได้ ต้องฝึกกันตั้งแต่เล็ก พอโตก็ฝึกไม่ได้แล้ว ส่งให้เรียนสูงๆมันจะได้เป็นเจ้าคนนายคน เป็นได้แต่พ่อนายแม่มันน่ะซี แล้วก็เอาแต่คนเสียๆมีดีมาให้ฝึกหัดพระจะทำอะไรให้บอกแล้วไม่ทำก็แล้วไปต้องพาไปให้ทหารฝึกโน่น บอกให้นั่งต้องนั่งไม่งั้น เตะ แล้วเอาพานปืน(ด้ามปืน) ตี เอาแต่ฝึกไม่ได้มาวัด เอาของไม่ดีมา เอาของดีมาสิวัดนี่ อยู่วัดก็ดี พอออกจากวัดก็ไม่ดี

เรื่องบ้าบ้า 
ใครมาติเตือนก็ไม่อยาก มันเป็นธรรมะ คนหนึ่งมันเป็นผีบ้า เราก็เป็นบ้าต่อ เป็นผีบ้าคนที่สอง เดี๋ยวก็บ้าต่อไปอีกเป็นคนที่ 3 อีก ยินดีก็ไฟยินร้ายก็ไฟ ไฟแท้ๆ  พระอริยเจ้าท่านจะเห็นรูปรสกลิ่นเสียงเป็นธรรมดาของมัน ผีบ้านี่ วันหนึ่งก็เป็นอย่างอีกวันก็อีกอย่าง จริงๆมันก็ผีบ้าทุกคนแหละ ยินดีในสิ่งที่ชำรุดไม่เที่ยงมีจีรังก็บ้าน่ะสิ อยากให้มันเที่ยงถาวรตามมุ่งมาด มันเป็นไปไม่ได้มันเป็นสัจธรรม มันมีหน้าที่อย่างนี้ เขาด่าก็ไม่อยากให้เขาด่า เขาว่าก็ไม่อยาก เขาทำเราก็ไม่อยากให้เขาทำ เขาทำก็เดือดร้อน เขาไม่ทำก็เดือดร้อน มันเป็นอะไรบ้าหรืออะไร ดูตัวเองสิ  พระอริยเจ้าท่านไม่เป็นบ้า เพราะท่านรู้เรื่องบ้าๆ เหล่านี้ไงเล่า เขาติ เขาชม ก็เรื่องของเขา ถูกใจ เขาก็ว่าดี ไม่ถูกใจเขาก็ว่าร้าย เขาใจธรรมก็หนมดปัญหาไม่เดือดร้อน ติชมแล้วก็ดีไปหาติชมกันเอาสิ ติก็เท่าเดิม ชมก็เท่าเดิมมันไม่เป็นไปตามความพอใจใครทั้งนั้น เราจะตายก่อนนะสิ

มีปัญหาแล้วทิ้ง 
ความทุกข์นะ ถ้าเราคอยปัดทิ้งไป ทิ้งไป ที่มากมันก็น้อยลงๆๆ เหมือนเราหาบไว้ ค่อยๆหยิบทิ้งไปๆๆมันก็จะเบาลง

ให้รู้ 
ทุกข์เมื่อเกิดขึ้นมาให้กำหนดรู้ว่า อนิจจาไม่แน่นะ…ไม่ใช่ละทุกข์นะ ละไม่ได้ง่ายๆ ถ้ากำหนดรู้แล้ว เห็นโทษเห็นภัยมันแล้ว มันจะละเอง  วางเอง ให้กำหนดรู้ไว้มันจะลดลงเอง

ทำเอง 
พูดถึงการทำบุญว่า  กว่าจะหาเงินมาทาน กว่าจะทำมา มันยากนะ หวังจะเอาบุญกับพระ ให้คิดวะใหม่ว่า ทำเอาเองซิบุญนะ พระทำไม่ดีไม่งาม เราจะทำให้งามเอาบุญเองสิ ไม่ใช่ไปหวังบุญจากคนอื่น

ของคู่กัน 
ความเสื่อมกับความเจริญมาคู่กัน ดูกรุงเทพสิ ตึกสูง ตึกสวยงามมีความเจริญ แต่ที่ราชบุรีภูเขาโดนระเบิดหมดแล้ว มันเจริญขึ้นที่หนึ่งอีกที่หนึ่งมันก็เสื่อมลง ให้พิจารณาว่ามัน เป็นเช่นนั้น อธรรมก็มาคู่กับธรรมเช่นกัน

กระแสกิเลส 
ยินดี ยินร้าย เพราะเราไม่รู้ความเป็นจริง เมื่อไม่รู้จึงเรียกว่า ผีบ้า จิตเป็นพาล วิญญาณ(ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) เป็นบ้า ขันธ์ห้าเป็นไฟ มันลุกอยู่ตลอดเวลา ใจเป็นเปรต กิเลสเป็นผี มันบ้า ไม่ชอบทุกข์ตนเองแหละคิดขึ้นมา เลยไปหาทะเลาะกับคนนั้นคนนี้ไปเรื่อยนะ หาโฆษณาไปเรื่อย คนนี้อย่างงี้ มีแต่ผลเสียอย่างเดียว จับไปพูดคนนั้นว่างั้นคนนี้ว่างี้ ดีก็ตื่น ไม่ดีก็ตื่น ตื่นกระแส จนลืมตนเองว่า เรามันเป็นอะไร มันถูก  หรือผิดนี่ ไม่ได้กลั่นกรองตนเอง หาดี..อยากได้ความดีแต่หาดีไม่ได้ เพราะคิดว่า ตนดีตลอด มันไม่มีก็ว่ามี ไม่เป็นก็ว่าเป็น ไม่ถูกก็ว่าถูก เขาไม่พูดก็ว่าเขาไม่พูด เลยไปกันใหญ่ เราไม่มีหลักฐานจัง เอามาพูดนี่มันเสียคนนะ เสียใจ เสียชื่อเสียง เกียรติยศ เสียศีล เสียธรรม ความอยากดี อยากเด่น เลนดับไปเลย ดับไปจากความสุข ภิกษุทั้งหลาย มีตาก็ให้ทำเหมือนตาบอด มีหูก็เหมือนหูดับ ร่างกายแข็งแรงก็ให้ทำเป็นอ่อนแอ มีสติปัญญาก็ให้ทำเหมือนคนโง่ คือ ทำใจให้หนักแน่นไว้ก่อน ถ้าสมควรพูดสมควรทำ ก็ทำได้พูดได้ มิใช่เห็นแล้วมันผิดหรือถูกไม่รู้..ก็พูดเลย

 

มันดีตรงไหน                                                                              
ของในตลาดมีมากมาย ถ้าเราไม่มีอะไร (คุณค่า) เท่ากับสิ่งนั้นก็ไม่มีวันได้มา เช่น เพชรเขาเชิญให้เอาก็เอาไม่ได้ ถ้าไม่มีเงิน ธรรมะก็เช่นกัน ถ้าคุณธรรมไม่คู่ควรกันแล้ว จะเอาธรรมะไปไม่ได้เด็ดขาด มันจะเป็นไฟร้อนเผาตัวเราเองเลย อยากได้ธรรม อยากสุข แต่ก็ขี้เกียจไม่ประพฤติปฏิบัติมันจะคู่ควรกันอย่างไร

ภาวนาเพื่ออะไร                                                                          
ปฏิบัติภาวนาเพื่ออะไร ดำดิน บินวนวิเศษนักหรือ เห็นโน่นเห็นนี่หรือ อ้าว ลืมตานี่ยังไม่เห็นเหมือนคนตาบอดนั่นแหละ เห็นความบกพร่องของตนเองแล้วรีบปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสิ

ใช้ปัญญาป้องกันตัว                                                                         
คนเขาโยนขี้มา ก็เอาหัวเข้ารับ มีแต่เหม็นไปทั้งตัวคนเขาก็ไม่อยากเข้าใกล้ เขายังไม่โยนทำท่าจะโยน ก็โดดเข้ารับก่อน ขี้หมูขี้หมาอะไรก็เอาหัวเข้ารับ  ก็มีแต่ตาย ไม่ตายก็เน่า ฉลาดหรือเปล่านี่ คนไม่มีปัญญาก็เลยโดนขี้อาบตัวไปหมด กลายเป็นคนมีบาป มีกรรม มีภัยมีเวร คนมีขี้ติดตัวนี่ไม่ดี ขี้ของเราก็มีพอแรงแล้ว ยังเอาขี้ของคนอื่นมาติดตัวอีก เลยกลายเป็นคนน่าเกลียดน่ากลัว โอ๊ย..ไม่เข้าท่าเล้ย..อย่าเอาขี้หมูขี้หมามาใส่หัวตัวเอง ขึ้นว่าขี้นี่สกปรกทั้งนั้นนะ ความทุกข์ความเดือดร้อนจะเกิดแก่ตนเอง ท่านให้มีปัญญา ทำยังไงน้อ..เราจึงจะสบาย..

รู้ธรรมดา  เห็นธรรมดา                                                                  
ให้มีปัญญาคือไม่ทุกข์ คือให้จิตมันอยู่ในนี้คือกรรมฐานมีอารมณ์วิปัสสนาภาวนา ปัญญาคอยประคองจิตใจไว้แล้วมันจะไม่หลงผิด หลงผิดเช่นไม่อยากแก่ไม่อยากเจ็บไม่อยากตายไม่อยากทุกข์ร้อน อ้าว! เขาเป็นกันมาเท่าไหร่แล้ว ทำไมไปร้องไห้ ร้องแล้วมันจะคืน (ฟื้น) มาหรือ มันจะหมดกิเลสหรือถ้าโลภมากๆ โกรธให้มากๆ หลงมากๆ แล้วจะหมดกิเลสหรือ ถ้างั้นก็ไปหาโกรธให้มากๆ สิ ดูซิว่าเขาจะยกย่องว่าวิเศษวิโสไหม

ผู้ตื่น                                                                                           
มาอยู่ในที่ที่เหมาะสมแล้วเช่นในศาลานี้ จะนอนอยู่เฉยๆ ไม่ได้ อยู่ในที่ที่ดีแล้ว ให้ทำงานให้รีบทำงาน
(เพียรภาวนา) อย่าถือว่ามันสบายดีแล้ว นอนเฉยๆ มันไม่สบายอย่างที่คิดอย่างที่เราชอบ ใครๆ ก็ชอบสบายทั้งนั้น ทำงานสบายทำน้อยเงินเดือนเยอะๆ เมื่ออยู่ที่เหมาะสมแล้ว หายหนาว หายร้อนแล้ว ให้รีบทำธุรกิจให้สำเร็จสิ จะได้สบายตลอดไป..

พระอรหัน                                                                                     
มีฝรั่งมา อดนอน ไม่กินข้าว ธาตุขันธ์วิปริต มันอยากเกินไป ไม่รู้จักอะไรๆ จะให้เป็นอรหันต์ชาตินี้ บางทีพากันนั่งกราบ ถามว่ากราบอะไร กราบพระพุทธเจ้า ท่านมาหา.. บางทีสิ่งที่เคยได้เคยมี เกิดไม่ได้ไม่มี  สุดท้ายสึกไปเลย.. ทำขนาดนี้ยังไม่ได้ สึกเลยกิเลสนี่มันฉลาดมากนะ ต่อยข้างหลัง ล้มหมอบกระต่ายกระแต อยาก ต้องการ ยิ่งทำยิ่งไม่เห็นยิ่งไม่มี  ถ้าปล่อยนั่งสบาย มึง..มึงอยากมีก็มี อยากเป็นก็เป็นนะ เช่น ปลูกมะระ เออ! มึงจะเกิดก็เกิดนะ ไม่เกิดก็ช่างหัวมัน สุดท้าย พระองค์นั้นได้เป็นพระอรหันเลย หันกลับบ้านไปนุ่งกางเกง!

กลั่นกรองจิต
อย่าไปสำคัญคนอื่นเลย เรื่องของหมาของแมว เราสนแต่ตัวเรา ไม่ทุกข์ สบายใจ เราทำดีแล้ว เป็นพยานตัวเอง อยู่ไหน ไปไหนก็มีหมดเรื่องแบบนี้ เออ! ตรงนี้มันมีไฟนะอย่าไปต่อมา ต่อมามันก็เป็นของร้อน ไปรับมามันจะฉลาดเป็นบัณฑิตได้หรือ ไปที่ไหนก็ต้องพบความจริงแบบนี้ ถ้ายังมีจิตใจ อาศัยธาตุขันธ์นี้ไต่แผ่นดินนี้อยู่ต้องงเจอแน่ๆ จะหลบหลีกไปทางไหนก็ไม่พ้นล่ะ ต้องยอมรับความจริงของสัจธรรม สิ่งนี้ถ้าพิจารณาดีแล้วมันจะหายสงสัยหายข้องใจว่า เออ! ไปโน่น น่าจะสงบดี เออ! สงบก็ที่จิตเรานี่ ถ้าไม่สงบในถ้ำรูมืดๆ ขังไว้กิเลสมันก็ยังไปได้ ปิดประตูใส่กลอนไว้ก็ไปได้ อยู่ป่าอยู่บ้านก็ไม่สงบ ป่าก็ไม่สงบ มีคนก็ไม่สงบ เพราะกิเลสมันอยู่ในหัวใจของเราเอง…

แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี 
มันต้องตั้งใจนะ ต้องพากเพียร เอาจริงเอาจังกับตนเอง อย่าไปเอาจริงเอาจังกับคนนั้นคนนี้ไม่ได้ ต้องตนเองจึงจะรู้เห็นธรรม มันจะเห็นแต่กิเลสนั้นแหละถ้าดูคนอื่น จะโกรธ โลภ หลง ไม่รู้เท่าทันกิเลส นั่นแหละการปฏิบัติภาวนาต้องเป็นแบบนี้ จึงจะเห็นว่ามันผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนยังไง ให้ดูตนเองว่านี่เราเกิดมาทำไมจะเอาอะไร…. เอาแก่ เอาเจ็บ เอาตายนี่หรือ รึว่ามาหาเอาเงินทอง แล้วมีแค่ไหนได้กี่ล้านแล้วล่ะ แก่ขนาดนี้แล้ว!

รู้ธรรมดา 
มันไม่อยากเป็นแหละจึงทุกข์ ให้เห็นเป็นธรรมดานะ มันเป็นไปแล้วก็เรื่องของมันล่ะ เกิดมาดำแล้วก็ดำล่ะ ขาวก็ขาวล่ะ ถ้าเราไปฝืนปกติธรรมดาของมัน มันก็ทุกข์ล่ะ กรรมมันตกแต่งมาแล้ว ก็เราทำกรรมมาไว้ไม่ดีนี่ ท่านให้วาง ปล่อย เลิกมัน อย่าไปยึดถือมันมันก็สงบ รู้อย่างนี้แล้วจะไม่เดือดร้อนนะ เพราะอดีตดีก็ดีไปแล้ว ชั่วก็ชั่วไปแล้ว อนาคตมันก็ยังไม่มีไม่เป็น  ปัจจุบันนี้เป็นเวลาที่ประเสริฐสุด  ท่านจึงไม่ให้ทำการชั่วเพราเวลามันให้ผลแล้ว  น่าสลดสังเวช..

กิเลสคือกัน
พระองค์ใช้กระบอกไม้ไผ่ฉันน้ำและว่าผู้ใช้แก้งฉันน้ำร้อนน้ำเย็นนี่เป็นกิเลส  เรามามองดุแล้วมันก็เป็นกิเลสพอๆ  กันแหละลองเอาค้อนทับกระบอกไม้ไผ่แกแตกซิ  ดูซิจะไม่วุ่นวายหงุดหงิดหรือ  ใช้แก้วก็เป็นไรแตกแล้วก็โยนเข้าป่าไปสิ…..มันก็กิเลสนั่นแหละ  คนมีเงินมีทองมีวาสนามีบารมีจะเอาทองคำมาทำแล้วก็ได้จะเป็นไรไปล่ะ  หายไปแล้วก็แล้วไปหาเอาใหม่ได้นี่  กิเลสมันไม่ใช่อยู่ที่ว่ามันมากหรือน้อยหยาบหรือละเอียด  มันอยู่ได้ทุกหนทุกแห่งทุกสิ่งทุกอย่าง

สัจธรรมของโลก 
ไม่ใช่ทำอะไรอย่างหนึ่งแล้วจะรวยจะเจริญไปได้ตลอดนะ  ดูสมัยหนึ่งทำบ้านจัดสรรแล้วเจริญดี  มาอีกยุคหนึ่งเป็นอีกอย่างหนึ่งอีกยุคหนึ่งนิยมอีกอย่างหึ่ง  ระยะหนึ่งก็เจริญระยะหนึ่งก็เสื่อมลง  คนที่ตามหลังเขาก็ไม่ทันเขาอยู่ตลอดนั่นแหละ จึงต้องรู้จักดูดิดค้นตั้องวางโครงการระยะสั้นระยะยาว  วางแผนหลายๆอย่างสำรองไว้  เพราะเดี๋ยวสมันเจริญ เดี๋ยวมันดับ  ต้องมองลู่ทางตัวอื่นเอาไว้ด้วย  บางที่เริ่มจากเราแต่ไปเจริญที่ชั่วลูกชั่วหลานก็มี  เพราะมันเป็นวิวัฒนาการขฮงโลก  เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงในโลกนี้  เพราะโลกนี้มันอยู่ด้วยความเปลี่ยนแปลง

รู้ไม่จริง
ธรรมชาตินี้เป็นไปตามหน้าที่ของมัน  ไม่เป็นไปตามปรารถนาใคร  พูดเรื่องแก่  เจ็บ  ตาย  ไม่มีใครชอบฟัง  พูดเรื่องทำยังไงจะไม่แก่อย่างนี้ชอบ  ทำยังไงไม่เจ็บ  ชอบทำยังไงจะไม่ตายชอบฟัง  ชอบแล้วมันสมหวังไหม  ผิดหวังหมดเลย       ใช้อุเบกขาบ้างสิความสงสารก็ดีอยู่อย่างหนึ่ง  ปลิโพธกังวลก็เสียอยู่อย่างหนึ่ง  คิดซะว่า  กรรมใครกรรมมัน  ตายใคร- ตายมัน  เกิดใคร- เกิดมันซะก็จบ  เอวัง!  สัตว์โลกเกิดมาก็ยังงั้นแหละ  มันน่าสงสารทั้งนั้น  แล้วไปไหนไม่ได้หรอก  คามันอย่างงั้นหมด  ปลวกฉันก็สงสาร  ทิ้งไว้งั้นแหละหาเสื่อมาให้มันกิน!  ควรเลือกเฟ้นในการปฏิบัติคือธัมมวิจยะ  หรือการสอดส่องธรรมสงสารโลกทั้งโลกก็   ต๊าย…แค่คิดถึงก็ตายเลย

รับรองตนเอง
คิดว่าเอ๊อ…   ไม่รู้จะสอบทำไมแค่ใบประกาศ  เขาประกาศว่าดี  เราไม่ทำดีก็ไม่ได้คนมีใบประกาศแล้วไม่เห็นมันดีอะไรขึ้นมาก็มี  มันไม่ขึ้นอยู่ที่ใบประกาศนะ  คนทำดีแล้วมันประกาศด้วยตัวมันเอง  เราคิดไปอย่างนั้น  เรื่องความรู้ความเข้าใจในธรรมวินัยนี่  จึงไม่ไปสอบนักธรรมเอก  เอามันก็ได้อยู่หรอก…แต่ขี้เกียจเก็บมัน  แล้วเราก็ไม่ได้เก็บไว้จริง ๆ นะ  เห็นหลวงพ่อ  เขาเก็บกัน… นักธรรมตรี/โท  นี่  คงผุพังไปหมดแล้ว

อย่าตื่นสมมติบัญญัต
ไปอบรมคอร์สนั้นคอร์สนี้  เป็นคอร์ส  คอร์ส  จบแล้วจะได้เป็นพระโสดา  จบคอร์สนี้เป็นพระอนาคา  คอร์สนี้  อรหันต์  เออ..อ..อ!  โสดาไฟล่ะสิ  อนาคาก็คาลูกคาเมีย  อรหันต์ก็หันซ้ายหันขวาอยู่นั้นแหละ

ต้องมีปัญญา 
มันก็น่าเสียดายนะบางคน  ตั้งอกตั้งใจทำความเพียร  พอครูบาอาจารย์ตำหนิว่าโง่  เสียใจจะหนีไปตาย  หนีไปผูกคอตายบ้าง  อดข้าวตายในถ้ำบ้าง  เอ๊ะแล้วมันพ้นโง่รึเปล่าวะเนี่ย

ฝึกตนหัดตน 
วัวกินหญ้า  มันคุ้นเคย  ณ  ที่ใดมันก็จะไป ณ ที่นั้น  นิสัยคนก็เหมือนกันมันสั่งสมมาทางไหนก็จะไปทางนั้น  จึงให้คิดดี  ทำดี  พูดดี  เพื่อสร้างสมอุปนิสัยตนเอง

ถูก (กิเลส) หลอก
แม่ครัวไม่เห็นธรรม  เพราะมันมองแต่ความอร่อยในรส  เห็นแต่จะเลี้ยงดูผู้อื่นและตนเองให้ได้ความสำราญ  คนพวกนี้เลยกลัวผีอยู่ภายนอกจะมาหลอก  ไม่กลัวผีภายในที่กินเข้าไป  ป่าช้าที่น่ากลัวที่สุด  คือป่าช้าในท้องคน  เราควรกลัวป่าช้าในท้องมากกว่า  ทำไมไม่กลัวผีหมู่หลอก  กินเลือดกินเนื้อเขาอยู่

อยู่ที่ใจ
กิเลสมันหลอกเรามาหลายภพหลายชาติแล้วนะ  ให้เป็นไปตามสัญญาอารมณ์  จิตเรานี่แหละสร้างให้เรากลัว  จิตเรานี่แหละสร้างให้เรากล้า

เพลินจนตาย 
ทำอะไรก็ยังไม่เสร็จจะตายอีกแล้ว  มันไม่ยาวพอปรารถนาหรอกชีวิตนี้  เบื่อทุกข์ทำไมแสวงหาทุกข์  ภาวนาดู  พ่อแม่เราเป็นไง…เอามาคิดดู  อย่าหลงตามกระแสโลก  เขาร้องรำกระโดดโลดเต้น  เออ..อ..อ!  ก็ระยะเดียวเท่านั้นอีกพักหนึ่งก็หยุดแล้ว  มันจะมีอะไร….

บันทึกคติธรรม  ภาคถาม- ตอบ

กลัวผี
ถาม  : กลัวผีมาก พิจารณาจนหายกลัวแล้วเดี๋ยวก็กลับมากลัวอีก ทำอย่างไรจึงจะหายกลัวถาวร
หลวงพ่อ  : เมื่อไรที่ยอมตายนั่นแหละจึงจะหายกลัวได้ถาวร

จงพากันทำดี 
มีอะไรก็ทุกข์ไอ้นั่น  มีฟันก็ทุกข์กับมันเน้อ  มันลอยขึ้นมาเคี้ยวไม่ได้  กัดมันลงไปให้เสมอกับอันอื่นแน่นอยู่แต่ยังเสียว  น้ำแข็งนี่แตะไม่ได้เลย  น้ำอุ่นก็เสียว  เหมือนมันจะทะลุออกมานี่เป็นงูกับ  จระเข้นั้นดีที่สุด  ไม่ต้องเคี้ยวงูมันมีแต่เขี้ยวพิษกลืนลงเลยขย้อนเอาแต่กระดูกออก
หลวงพ่อ  : เอาไหมยาย…
ชาติหน้าเกิดเป็นงูดีไหม
ยาย           : บ่อยากค่ะ อยากแค่เป็นมนุษย์
หลวงพ่อ  : มันก็ยังทุกข์เหมือนกันนั่นแหละ
ยาย           : มนุษย์ยังหาอยู่หากินได้
หลวงพ่อ  : อ้าว!  อะไรมันจะหาอยู่หากินไม่เป็นเล่า  มันก็หาเป็นทุกชนิดแหละ  ให้เร่งภาวนา        
จะได้ไม่ต้องเกิดมาอีก
ยาย           : ก็ยังอยากเกิดอยู่
หลวงพ่อ  : อยากหรือไม่อยากก็ต้องเกิด!  ถ้าไม่หมดกิเลส

สำเร็จได้เพราะความเพียร 
ถาม         : ลูกสอบผู้พิพากษาไม่ได้สักที จึงคิดว่า ถ้าจะมีสมบัติเป็นผู้พิพากได้สักวันมันจะต้อง
เป็นของเราจนได้  ถ้ามันไม่ได้เป็นก็จะไม่ได้เป็นใช่ไหมคะ
หลวงพ่อ  : ถ้าเลิก  ความพาก  ความเพียร  ความอด  ความทน  แล้ว  มันก็จะไม่เป็นสมบัติของเราถ้าเราไม่เลิก  ความพากความเพียร  ความอด  ความทน  แล้ว  สักวันก็จะเป็นของเราจนได้  พระพุทธเจ้าท่านว่า  วิริเยนะ  ทุกขมัจเจติ  ผู้จะพ้นทุกข์ได้เพราะความเพียร  สู้มัน!  พากเพียร!ตายเมื่อไรเลิกเมื่อนั้น!  ถ้าไม่ได้ชาตินี้ชาติหน้าเอาใหม่!  เราเพียรไม่หยุด  สักวันมันก็จะเป็นสมบัติของเราจนได้
ถาม          : โอย…

เมียตาย
มีคนร้องไห้มาบอกว่าเมียตาย
หลวงพ่อ  : อ้าว ก็ดันเอาของตายเป็นมาทำเมียนี่มันก็ต้องตายเป็นธรรมดา ไม่เอาของไม่ตายมาล่ะ
นี่มันของต้องตายแท้ ๆ

ลูกตาย 
ถาม         : มีลูกชายคนเดียวเรียนอยู่ต่างประเทศ ผมทำงานอีกประเทศหนึ่งหาเงินส่งเสียลูกอย่างหนัก ลูกกลับหัวใจวายตายเสีย มีลูกชายเพียงคนเดียวก็ยังมาตาย
หลวงพ่อ  : มีหลายก็ตายหลาย มีคนเดียวก็ตายคนเดียว

โลกกับธรรม
ผู้พิพากษาท่านหนึ่งทุกข์ใจกับสถานการณ์ปราบยาบ้าอย่างหนักช่วงนั้น
ถาม         : บาปมากไหม รู้สึกทุกข์ใจที่ต้องตัดสินประหารชีวิตคนวันละไม่ต่ำกว่า 10 คน
หลวงพ่อ : เราพูดตัดสินไปตามหลักฐานที่มี ตามพยานกี่คน ๆ ที่มาให้การตามกฎหมายหรือกติกาสังคมที่เขามีมาแล้วอย่างนั้น ที่เขาเขียนกำหนดไว้
แล้วถ้าทำอย่างนั้นๆ  จะต้องตัดสินเช่นนั้น  เรามีหน้าที่แค้พุดไปตามนั้นเรื่องของการฆ่าเป็นเรื่องของคนอื่น  เราไม่ได้เป็นคนฆ่า  ที่จริงเขาเป็นคนฆ่าของเขาเอง  เพราะรู้อยู่แล้วว้าทำผิดเช่นนี้จะมีโทษอย่างไร  ถามว่าบาปมีไหม………มี  แต่มีน้อย  มันมีอยู่ที่ความข้องใจของเราเอง

ใช้ปัญญาให้เป็น 
มีผู้เล่าว่า  คนมาถวายอาหาร ถ้าหลวงพ่อไม่อยู่ก็เก็บอาหารขึ้นรถไป
หลวงพ่อ :  นั่นคนยังไม่มีปัญญา มีแต้ศรัทธามนตัวบุคคล
ถาม  :  อย่างนี้ไม่ควรเลือกหรือว่าพระปลอม พระปฏิบัติดีไหม นาบุญอันดีไหม ก็ทานแหลกจะได้บุญหรือ
หลวงพ่อ  :  ได้ซิ แต่ได้น้อย อย่างเรานี่ หมานี่ยังไม่กินเลย จะไปหวังเอาบุญอะไรกับมันบางที่มันกัดเอาซะอีก
ถาม :  ที่ได้คือการทำใจของเราที่จะให้ทานกับการได้ทานไปแค่นั้น
หลวงพ่อ :  เออ ! ถ้ามันมีให้เลือกก็แล้วไปถ้ามันไม่มีให้เลือกล่ะเอ
ถาม : กินข้าวไปก่อน
หลวงพ่อ :  มีแกงค่อยกินแกง คนฉลาดต้องทำอย่างนั้นไม่ใช่มีแกงก็กินข้าวอย่างนี้ก็แย่ ไม่มีปัญญา

ปฏิบัติที่ใจตนเอง 
ถาม :  หลวงปู่รูปหนึ่งท่านว่า  อยู่บ้าสนก็ปฏิบัติได้ดีกว่าอยู่วัดเสียอีก  จริงไหมครับ
หลวงพ่อ :  มันเป็บอนัจจังนะ พระพุทธเจ้าท่านว่าให้พิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่อย่างนั้น อยู่บ้านนั้นก็เป็นพระอรหันต์ไปกันหมดนะซีถ้าคิดอย่างนั้น มันอยู่ที่ว่าอยู่ที่ไหนก็ให้มีปัญญา  อยู่วัดก็ไม่ใช่มีปัญญาก็มีนะ  หัวโล้น  ผ้าเหลืองอยู่นี่ไงเป็นควายก็มี

คิดให้ถูกทุกข์ไม้เกิด
หลวงพ่อ : อยากอยู่เงียบๆ  ขอมาอยู่ที่วัด  พ่อแม่นต้องมาเฝ้า  อยู่ได้แค่  2 –  3 วันมันเงียบไปอยู่ไม่ได้อีก
ถาม : แต่ในใจคนไม่เคยเงียบเลยนะ
หลวงพ่อ : เออ( หัวเราะ ) เสียงมันดังไปทั่วโลกนะแหละ
ถาม :  ทำไมถึงจะเงียบได้ล่ะค่ะ  อยากให้มันเงียบ
หลวงพ่อ :  เงียบมันก็ได้แต่ความสุข  ปัญหามันทำให้เกิดปัญญา  แต่ต้องคิดให้อยู่ในกรอบ  การส่งจิตออกนอกทำให้เกิดทุกข์  นอกนั้น  นอกอะไร  นอกธรรม  นอกวินัย

เบื่อทะเลาะ 
ถาม : จะแก้ปัญหาการทะเลาะกันอย่างไรครับ  คนนั้นว่าอย่างนี้  คนนี้ว่าอย่างนั้น
หลวงพ่อ : อมน้ำไว้ซะก็สิ้นเรื่อง ( หัวเราะ ) 
ถาม         :  แล้วตาหล่ะครับ  ไม่พูดแต่จ้องหน้าหาเรื่องกัน
หลวงพ่อ :  บอกหลายครั้งแล้วก็ไม่จำ   ท่านให้ทำตาบอด  หูหนวก  เป็นไบ้ ( หัวเราะสนุก ) เท่านี้ก็  หมดเรื่องไป

บวชชีดีหรืออยู่ที่การกระทำ
ถาม :   มีคนเล่าว่าหลวงปู่รูปหนึ่ง  ไม่สนับสนุนการบวชชี  ให้ทำงานไป  อย่า
ลืมเรืองศีล  เรื่องวันพระ  และการปฏิบัติ  ดีกกว่ามาอยู่ในวัดขอข้าวพระกินไป  เป็นบาป  หาอยู่หากิน  ดีไม่ดีก็ฆ่าสัตว์  ฆ่าคน  อิสระมันทำให้ทำผิดศีลผิดธรรมก็ๆได้  มีโอกาสทำบาปมากไม่มีจำกัด  มันไม่มีเครื่องป้องกันหักห้ามเพราะไม่มีศีลมีธรรมเป็นกรอบ  ที่ท่านว่านั่นคือ  ท่านให้ผู้นั้นสะสมทานบารมี  การบวช  ท่านเรียกว่า  เนกขัมมบารมี  เมื่อมีศีล  ทานก็มีเอง  การทานไม่ใช่ต้องเป็นเงินนะ  เก็บตำลึงข้างรั้วมาแกงให้พระกินก็ได้บุญแล้ว
ถาม :  ขึ้นกับเจตนา
หลวงพ่อ : ใช่  ขึ้นอยู่กับเจตนาเป็นสำคัญ

ใช้กรรม 
ถาม : วันนี้สามารถสะกดจิตตน เองไว้ได้กับคนที่จ้องหาเรื่อง  โดยระลึกถึงพระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์  และหลวงพ่อ
หลวงพ่อ :  เออดี  ดีมากๆ  เออดี  อย่าไปถือเรื่องคน  ให้คิดว่ามันมีสติปัญญาเทานั้นเขาเป็นอย่างนั้นเราจึงจะเบรกได้
ถาม   :             เราจะหมดวิบากกรรมที่เคยทำมากันเขาได้ไหมคะ
หลวงพ่อ  :     ได้
ถาม   :             ทำยังไงคะ
หลวงพ่อ  :     ให้อด!อด!อด!
ถาม  :            ไม่ใช่เหมือนกับเราเป็นหนี้แล้วใช้ยังไม่หมด 
เขามาตามทวงคืนอีกในชาติหน้านะคะ
หลวงพ่อ   :   ไม่ใช่  ก็ถ้าเราไม่เอากับเขาแล้วเขาจะไปเอาอะไรกับใครได้อีกอย่าไปเชื่อกิเลส
มันนะ  มันไม่เคยพาให้ใครได้ดี

คาใจ
ถาม  :             เลี้ยงไก่ขายนี่บาปไหมครับ
หลวงพ่อ  :     ไม่บาป  เลี้ยงไก่นี่ไม่บาป  แต่มันรู้ว่าไก่นี่เขาเอาไปฆ่า  เราก็สงสัยว่าเขาซื้อไปนี่
ไปฆ่าแน่ๆ  มันบาปอยู่ที่เราสงสัยนี่แหละ  บาปที่ความสงสัย

ความหิวกับความอยาก                                                                       
ถาม  :               ทำไมอยู่วัดแล้วจึงรู้สึกทุกข์  ไม่สงบสุขอย่างที่คิด  ปฏิบัติอะไรผิดหรือเปล่าคะ
ยังอยากทาปากอยากทานข้าวเย็นอยู่
หลวงพ่อ  :        อ้าว  ก็เหมือนคุณอาอาศัยรถเราขับมาวัดนี่ยังไงอาศัยบารมีเราเหมือนพระพุทธ เจ้าต้องอาศัยบารมีพระสาวกนั่นไง  มันอัศจรรย์ไหม  ถ้าพระพุทธเจ้าไม่มีพระสาวกสักองค์เดียว  มันจะน่าอัศจรรย์อะไร…  นี่ตายไปแล้วตั้งหลายร้อยหลายพันปี  ยังมีคนมากราบไหว้บูชาอยู่  นี่พระพุทธเจ้าก็อาศัยบารมีพระสาวกเช่นกัน

ประมาทไม่ดี                                                                                                           
หลวงพ่อ   :          พระมหากัสสปะบวชตอนแก่เป็นหลวงตาพร้อมกับภรรยาได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ทั้งคู่
ถาม   :                  ไม่สายเกินไปที่จะบวชตอนอายุมากๆใช่ไหม  อายุไม่สำคัญใช่ไหมคะ
หลวงพ่อ   :          ไม่สายเกินไปสำหรับพระมหากัสสปะ  แต่อาจจะสายเกินไปแล้วก็ได้
สำหรับเรา

อย่างไรคือ  อรหันต์                                                                                                           
ถาม   : เบื่อคนในโลกนี้  ไม่ยุติธรรมโลเล  เชื่อถือไม่ได้  พระอริยะเจ้าท่านจะ ยุติธรรมไม่โลเล  เชื่อถือได้เสมอไป  หรือไม่  ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นอนิจจังสิ
หลวงพ่อ   :  ยิ้มเมตตา)  จะขอเปรียบเทียบให้ฟังนะ..  พระอริยะเจ้า  ท่านไม่โลเลกับใครเหมือนขวดน้ำนี่  (ยกขวดน้ำมาตั้ง)  อยู่อย่างนี้ไม่โลเลกับใคร  แก้วก็เป็นแก้วอยู่นี่  คนมาใช้ขวดน้ำนี่ต่างหากที่โลเล  คนมีกิเลสนี่แหละมาโลเล
ถาม   :  แสดงว่าเราสามารถเชื่อมั่น  พระอริเจ้าท่านได้ตลอดสิคะ
หลวงพ่อ: เชื่อพระภายนอกไม่ได้  ไม่ใช่หัวโล้นจะเชื่อได้หมด  เราคนมีกิเลสไม่สามารถหยั่งรู้ความจริงของท่านได้  เชื่อได้เฉพาะพระพุทธเจ้า…   เพราะว่าพระท่านมีชาติตระกูลอบรม  อินทรีย์  บารมีมาไม่เหมือนกัน  ดังนั้นจึงมีการแสดงออกที่หยาบบ้าง  ละเอียดบ้าง  ตามอุปนิสัยวาสนา  บารมีนั้นๆ  เพราะฉะนั้นพระอริยเจ้าที่เราถามนั้น  มันจึงไม่เหมือนกันทั้งหมด  เพราะมันต่างกันที่ตรงนี้  การฝึกฝน  การอบรมเนี่ย  มันหยาบ  มันละเอียด…ก็เลยไม่เสมอเหมือนกัน  ฉะนั้นจึงดูได้ยาก  สำหรับคนมีกิเลส  มีสติปัญญาน้อยจึงไม่สามารถจะไปทำนายทายทักได้ว่าคนนั้นเป็นพระโสดาบัน  สกทาคามี  อนาคามี  อรหันต์  จะเอากิริยามารยาท  มาวัดไม่ได้   มันมีความละเอียดอ่อน  แตกต่างกันอย่างนี้  ฉะนั้นจึงจะรู้ได้  เห็นได้ด้วยปัญญา  โดยเฉพาะผู้มีปัญญาจึงรู้ตนเอง จะไปรู้ผู้อื่นไม่ได้  ปุถุชนนี่  ยากมากที่จะเข้าใจเรื่องของพระอริยเจ้า  จะดูแค่กิรกยามารยาทไม่ได้  ต่อเมื่อเรามาเป็นพระอรหันต์เองแล้ว  จึงจะรู้ว่า  เออ…มันต้องเป็นอย่างนี้  ไม่งั้นก็ได้แต่คาดคะเนว่ามันควรเป็นอย่างนั้นอย่างนี่ไป  เข้าใจรึยังล่ะ  

สำเร็จไหม 
ถาม   : หลวงพ่อได้สำเร็จเป็นอรหันต์ไหมครับ
หลวงพ่อ  :  ได้แต่หันซ้ายหันขวาอยู่นี่ไงเล่า (หัวเราะ)

สำเร็จที่ไหน 
ถาม  :  แล้วหลวงพ่อเลิกคาที่ไหนครับ
หลวงพ่อ  :  อ้าว  มันก็ยังคาอยู่นี่แหละ  ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่  คานั่ง  คานอน  คากิน คาอยู่  คา เมตตาสงสาร !สำเร็จที่ไหน (อีกแร้ววว…!)
ถาม  :  ที่ไหนเป็นสถานที่ที่มีบุญคุณกับท่านมากที่สุด (คำถามนี้หมายถึงว่า  ที่ไหนท่านได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันจนถึงพระอรหันต์)
หลวงพ่อ :  เราไม่เคยได้สำเร็จอะไรสักอย่าง (หัวเราะสนุก) จะถามอย่างนี้ก็ไม่ได้แล้ว  มันเป็น เรื่องที่คนอื่นพิสูจน์ไม่ได้  เราไม่ตื่นเต้นนะเรื่องอย่างนี้  มันไม่ใช่พระพุทธเจ้า  มันไม่เหมือนสมัยนั้นแล้ว  มันเชื่อได้ 50 เปอร์เซ็นต์จะเป็นใครก็แล้วแต่นะ  ที่เราเคยอยู่ด้วย ทั้งพระทั้งโยมพากันเล่าลือไปในทางที่เป็นมงคลนั่นแหละ  ว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ โอ๊ย…เราไม่อยากจะพูดเรื่องแบบนี้  เขาจะว่าเราเป็นผีบ้า เราไม่มีอะไรพิสูจน์ได้  ถ้ามี จริงท่านก็ปรับโทษอยู่เป็นอาบัติปาจิตตีย์ถ้าไม่มีแล้วอวดท่านปรับอาบัติปาราชิก  เรื่อง นี้ต้องระวัง  สังวร  สำรวมในจิต  เรื่องอภินิหารอะไรแบบนี้ไม่ควรพูดไม่ควรเขียน หรอกจะรู้จริงเห็นจริงยังไงก็ตาม ไม่มีใครรับรองได้ว่ามันเป็นจริง  บ้างก็เขียนว่าเหาะได้ โดยว่าเรื่องของธรรมนี่ต้องเขียนสีทีพระพุทธเจ้าท่านยังบอกเลย  เราก็คัดค้านแล้ว แต่ท่านไม่ฟัง  อ้าว..เขียนก็เขียนสิ  พอเขียนแล้วก็มีปัญหาจริง ๆ จนได้สึกเลย  นี่ภูมิ ป้องกันมันยังไม่พอนะ  แต่เราไมเป็นเช่นนั้นหรอก  เราระมัดระวังซะหมดทุกเรื่อง

www.buddhismarticles.com




แสดงความคิดเห็นที่นี่

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *