วันพระราชทานรัฐธรรมนูญ

          รัฐธรรมนูญ

           เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๕ เป็นวันสำคัญวันหนึ่งในประวัติศาสตร์ของชาติไทย เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ซึ่งสืบทอดมาในประเทศไทยนานกว่า ๗๐๐ ปี  มาเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร อันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ
10 ธันวาคม วันพระราชทานรัฐธรรมนูญ
          แต่เดิมประเทศไทยมีการปกครอง ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือ การปกครองที่พระมหากษัตริย์ มีอำนาจเด็ดขาด ในการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการ ซึ่งบางครั้งเรียกกันง่ายๆ ว่า เป็นการปกครองแบบกษัตริย์อยู่เหนือกฎหมาย คือ เป็นทั้งผู้ออกกฎหมาย บริหารบ้านเมือง และตัดสินคดีความด้วยพระองค์เอง เจ้านาย ขุนนาง ข้าราชการ เป็นเพียงกลไกที่ปฏิบัติไปตามพระบรมราชโองการเท่านั้น
          ถึงแม้พระมหากษัตริย์จะทรงมีอำนาจสมบูรณ์เด็ดขาด ในการบริหารปกครองบ้านเมืองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ก็มิได้ทรงใช้อำนาจที่มีอยู่อย่างไม่ชอบธรรม เพราะพระองค์ทรงไว้ซึ่งทศพิธราชธรรม
          ในสมัยรัตนโกสินทร์ พระมหากษัตริย์หลายพระองค์ได้ทรงแสดงออกถึงความสนับสนุนการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย และได้ทางสืบสานเจตนารมณ์มาตามลำดับ เริ่มจากการที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับองค์รัชทายาทว่า พระองค์จะไม่ทรงตั้งผู้ใดไว้ แต่โปรดฯ ให้เหล่าบรรดาข้าราชการ เสนาบดีทั้งหลายตกลงกันว่า สมควรจะตั้งผู้ใดให้สืบราชสมบัติต่อไป
          และในที่สุดบรรดาเสนาบดีรวมทั้งเหล่าข้าราชการทั้งหลาย ได้พร้อมใจกันอัญเชิญเจ้าฟ้ามงกุฎฯ ซึ่งในขณะนั้นยังทรงผนวชอยู่ ณ วัดบวรนิเวศฯ ให้ลาสิกขาบท แล้วขึ้นครองราชย์ และโปรดให้ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระมหากษัตริย์ไทยองค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์จักรี ทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่ามกลางความคิดเห็นชอบพร้อมใจกันของบรรดาข้าราชการ และอาณาประชาราษฎร์ทั้งปวง ซึ่งน่าจะถือได้ว่า พระองค์ทรงมีพระราชดำริที่เป็นประชาธิปไตยแล้ว ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้ที่จะถูกปกครอง ได้มีโอกาสเลือกผู้ปกครองเอง
          เมื่อขึ้นครองราชย์แล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เตรียมการปูพื้นฐาน ในการเปลี่ยนแปลงประเทศ ให้เท่าเทียมกับบรรดานานาอารยประเทศ โดยทรงริเริ่มยอมรับอารยธรรมตะวันตก ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ให้เข้ากับสภาพบ้านเมือง และความเป็นอยู่ของประชาชนในขณะนั้น เช่น ทรงเลิกประเพณีที่ข้าราชการขุนนาง ต้องหมอบเฝ้ามาเป็นการยืนเข้าเฝ้าแทน ด้วยพระองค์ทรงมีพระราชดำริที่เป็นประชาธิปไตย ทรงต้องการให้มีความเสมอภาค พยายามไม่ให้เกิดความแตกแยก หรือระหว่างชนชั้นมากนัก และโปรดฯ ให้ประชาชน เลือกนับถือศาสนาได้ตามใจชอบ จัดให้ราษฎรมีการศึกษาโดยเท่าเทียมกัน
          ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเป็นนักปกครองที่เยี่ยมยอด และทรงสานต่อ การวางรากฐาน การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ตามแนวพระราชดำริของพระราชบิดา นอกจากทรงดำเนินการ เรื่องจักการศึกษาให้แก่ประชาชน โดยโปรดเกล้าฯ จัดตั้งโรงเรียนให้ประชาชนทั่วไป ได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนแล้ว ยังโปรดให้มีการตั้งทุนเล่าเรียนหลวงขึ้นเป็นต้น
          นอกจากนี้ ยังทรงปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขการปกครองแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นทางศาล หรือการเปลี่ยนแปลง ระบบบริหารราชการส่วนกลาง จากจตุสดมภ์เป็น กระทรวงต่างๆขึ้นแทน รวมทั้งสิ้น 12 กระทรวง เริ่มระบบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น โดยโปรดให้ตั้งสุขาภิบาลท่าฉลอม จังหวัดสมุทรสาครขึ้น เพื่อให้ราษฎร์เลือกผู้ปกครอง กันเอง โดยการให้ราษฎร์ประชุมพร้อมกัน ทั้งหมู่บ้าน เพื่อเลือกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นการเริ่มต้นของการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย
         และที่เหนืออื่นใด ซึ่งเป็นแนวพระราชดำริ ที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ก็คือการที่ทรงเลิกทาส ซึ่งทำให้เห็นได้ชัดเจนว่า พระองค์ต้องการให้เกิดความเสมอภาคขึ้น ให้ทุกคนได้มีสิทธิ และเสรีภาพของการเป็นคน เท่าเทียมกัน
          ในสมัยรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ( พ.ศ. 2453-2468 ) พระองค์ได้ทรงสานต่อ พระบรมราโชบายของพระราชบิดา โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง "ดุสิตธานี "ขึ้น ซึ่งก็คือเมืองจำลอง ที่โปรดให้ตั้งขึ้นเพื่อเป็นการทดลองจัดการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย โดยทรงจัดการปกครองเมืองนี้ในรูปแบบ ของประชาธิปไตยทุกอย่าง มีการตราธรรมนูญดุสิตธานีลักษณะการปกครอง คณะนครภิบาลขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2465 มีการตั้งพรรคการเมือง มีการแบ่งเขตการปกครองออกเป็นเขตๆ มีสถานที่ทำการรัฐบาลถาวร มีการหาเสียงเลือกผู้แทนราษฎร ตามแบบธรรมนูญดุสิตธานี ซึ่งก็คือรัฐธรรมนูญนั่นเอง เพียงแต่ไม่ได้เรียกชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างในปัจจุบัน แต่เรียกว่า เชษฐบุรุษ ในเมืองดุสิตธานีนี้ ยังมีการออกหนังสือพิมพ์ ซึ่งมีสิทธิเสรีภาพ ในการติชมกิจการบ้านเมืองได้
          ในสมัยรัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ( พ.ศ. 2468-2477 ) พระองค์ทรงทำการปูพื้นฐานการปกครองในระบอบประชาธิปไตยต่อ โดยทรงดัดแปลงสภาที่ปรึกษาส่วนพระองค์ ที่ตั้งขึ้นในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เป็นสภาองคมนตรี มีอำนาจหน้าที่ในด้านประชุมปรึกษาหารือข้าราชการต่างๆ มีสมาชิก 227 คน โดยสมาชิกนี้ มีสิทธิค้านได้ด้วย โปรดฯ ให้ตราพระราชบัญญัติองคมนตรีขึ้น ในปี พ.ศ. 2470
          พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริ ที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ราษฎรของพระองค์ โดยโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีวิสารวาจา และ นายเรมอนต์ สตีเวนส์ ร่างรัฐธรรมนูญถวาย แต่ยังไม่ทันเสร็จเรียบร้อย ตามพระราชปณิธาน คณะราษฎร โดยการนำของพันเอกพระยาพหลพลหยุหเสนา ( พจน์ พหลโยธิน ) พันเอกพระยาทรงสุรเดช (เทพ พันธุมเสน ) และพันเอกพระยาฤทธิอัคเณย์ (สละ เอมะศิริ ) ก็ได้กำเนิดการปฏิวัติในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็น ระบอบประชาธิปไตย
ถึงแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จะมิได้เป็นไปโดยการพระราชทานจากเบื้องบนลงมาสู่เบื้องล่าง ดังที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงตั้งพระทัยไว้ แต่พระองค์ก็ทรงเห็นแก่ความสงบสุขของประชาราษฎร์ จึงทรงยอมรับเป็น พระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญพระองค์แรก และพระราชทาน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญถาวร ฉบับแรกของไทย เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พุทธศักราช 2475
          ในวันที่ระลึกพระราชทานรัฐธรรมนูญ วันที่ ๑๐ ธันวาคมของทุกปี รัฐบาลประกาศหยุดราชการ และเชิญชวนชักธงชาติตามอาคารสถานที่ราชการและบ้านเรือนและรัฐสภามีพิธีถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและเทิดพระเกียรติด้วย




แสดงความคิดเห็นที่นี่

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *