ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว จริงหรือไม่

ครู สอน นักเรียน

เรื่องกรรมมีจริงหรือไม่ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วจริง หรือไม่ ขอทราบเหตุผลว่าพระพุทธศาสนา แสดงเรื่องนี้ไว้ว่าอย่างไร?
        เรื่องกรรม การให้ผลของกรรมตามสมควรแก่เหตุที่บุคคลได้กระทำลงไปนั้น เป็นเรื่อง
จริงๆอย่างที่ได้กล่าวมาส่วนหนึ่งแล้วในข้อก่อน
        สำหรับในที่นี้จะพูดในส่วนที่เป็นการให้ผลของกรรมว่าเราจะสังเกตุได้อย่างไรเป็นการเพิ่มเติมจากปัญหาข้อก่อน แต่อย่าลืมว่ากรรมมีความสลับซับซ้อนอยู่มาก พระพุทธเจ้าทรงจำแนกในแง่การให้ผลของกรรมเพื่อเป็นหลักในการกำหนดพิจารณา เชื่อมโยงให้เห็นว่าอะไรเป็นผลของอะไรเรียกว่า ที่ทรงจำแนกกรรมขนาดใหญ่แบ่งเป็น ๔ ประเภท คือ
        ๑.พฤติกรรมของคนที่เป็นไปตามครรลองแห่งกุศลธรรมแต่ได้รับความทุกข์ความเดือด
ร้อนในชาตินี้ และบังเกิดในทุคติหลังจากตายไปแล้วก็ม
        ๒.พฤติกรรมของบุคคล ปรากฏให้เห็นในปัจจุบันว่าเป็นคนทำทุจริตแต่ได้รับความสุข
ความเจริญในชาติปัจจุบันและบังเกิดในสุคติหลังจากตายไปแล้วก็มี
       ๓.พฤติกรรมของคนบางคนปรากฎให้เห็นในปัจจุบันว่าประกอบด้วยสุจริตธรรม
ด้วยได้รับความสุขในชีวิตปัจจุบันและตายไปเกิดในสุคติด้วยก็มี
       ๔.พฤติกรรมของคนบางคนปรากฎให้เห็นในปัจจุบันว่าเป็นผู้ทำทุจริตด้วยได้รับ
ความทุกข์ในชาติปัจจุบันและตายไปบังเกิดในทุคติด้วยก็มี
        จากหัวข้อใหญ่ๆ๔ หัวข้อนี้จะพบว่า ๑-๒ ฟังดูออกจะสับสนเพราะดูเหมือนจะขัดแย้งกันจนถึงกับมีคนกล่าวว่า "ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป" เป็นต้น
        ที่เป็นเช่นนี้เพราะไม่เข้าใจนัยแห่งมหากัมมวิภังคสูตรการที่มองตามตัวอักษรเห็นว่าสับสนนั้นอันที่จริงหาสับสนไม่ การที่คนสองประเภทแรกได้รับผลตรงกันข้ามกับกรรมในปัจจุบันของตน เป็นเพราะอกุศลกรรมและกุศลกรรมในอดีตมามีอิทธิพลเหนือชีวิตของเขา กรรมที่ปรากฎในปัจจุบันจึงไม่อาจให้ผลได้ต้องยกยอดไปให้ผลในโอกาสต่อไป ส่วนสองประเภทหลังให้ผลแบบตรงตัวแต่ทั้งสี่ประเภทนั้นยังคงอยู่ในหลักการที่ว่า "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" อยู่นั่นเองข้อนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ความว่า
        -เป็นไปไม่ได้ที่คนผู้กระทำความชั่วแล้วจะได้รับผลเป็นความสุขความเจริญเพราะ
การกระทำความชั่วนั้นเป็นเหตุให้เกิดขึ้น
        -เป็นไปไม่ได้ที่คนซึ่งกระทำความดีแล้วจะได้รับความทุกข์ ความเดือดร้อน เพราะการกระทำความดีของตนเป็นเหตุ
        หากใครประสบกับผลที่มีลักษณะขัดแย้งกับเหตุที่ตนกระทำในปัจจุบันพึงรู้เถิดว่าผลนั้นจะต้องเกิดมาจากเหตุในอดีตอย่างใดอย่างหนึ่งตามสมควรแก่ผลที่ปรากฎ
        อันที่จริงการให้ผลแห่งกรรมนั้นเป็นการให้ผลตามลำดับที่บุคคลอาจกำหนดสังเกตุได้ เช่นบุคคลปลูกมะพร้าวสักต้นหนึ่งผลจะเกิดตามลำดับดังนี้
        อันดับแรก ได้ต้นมะพร้าวเป็นสมบัติหนึ่งต้น
        อันดับสอง  เมื่อเวลาผ่านไปด้วยการเอาใจใส่ รดน้ำ พรวนดิน มะพร้าวก็ออกลูก
        อันดับสาม  ลูกของมะพร้าวที่ออกมานั้นย่อมให้ผลไปตามลำดับจากอ่อนถึงสุก
        อันดับสี่  เมื่อเรานำผลไปขาย หรือปรุงอาหาร ก็ได้รับประโยชน์จากมะพร้าวนั้น
        และผลของมะพร้าวนั้นจะตามให้ผลแก่คนซ้ำซ้อนหมุนเวียนไปเรื่อยๆ แม้ในเรื่องอื่นๆก็ทำนองเดียวกัน ขอเพียงใช้ความสังเกตพิจารณาก็จะเห็นได้ไม่ยากนัก
        อีกประการหนึ่งที่ท่านถือว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญอันจะทำให้กรรมสามารถแสดงผลเต็มที่ทั้งในด้านดีและไม่ดีคือ 
        -กาล หมายถึงยุคสมัยที่ผู้ปกครองหัวหน้าเป็นต้น ลักษณะส่งเสริมให้ผลกรรมปรากฎได้ชัดเจน เช่น มีผู้ปกครองบ้านเมืองเป็นคนดี ถือว่าเป็นกาลสมบัติ
          -คติ หมายเอาภพ กำเนิด สถานที่ที่ตนอยู่อาศัยเกิดอำนวยให้กรรมให้ผลได้เติมที่
          -อุปธิ คือเรื่องสุขภาพพลานามัย  ความสมบูรณ์ บกพร่องแห่งอวัยวะร่างกาย
          -ปโยคะ คือการกระทำในปัจจุบันมีแนวโน้มไปในทางสนับสนุนให้กรรมแสดงผลได้
เต็มที่หรือไม่
        ทั้ง ๔ ประการนี้ท่านจัดเป็นสมบัติคือสมบูรณ์ วิบัติคือบกพร่องไปในด้านกุศลกรรม หากทั้ง๔ประการนี้สมบูรณ์ ผลกรรมก็ปรากฎได้อย่างเด่นชัด อย่างที่เรียกกันว่า

"บุญมาวาสนาช่วย ที่ป่วยก็หาย ที่หน่ายก็รัก"

หากองค์ประกอบ ๔ ประการนี้บกพร่องไป กรรมทั้งสองฝ่ายก็ให้ผลเต็มที่ไม่ได้แต่ที่แน่นอนที่สุดคือคนเราทำกรรมอันใดไว้ก็ตามไม่ว่าจะดีหรือชั่วจะต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น ให้ใช้สติปัญญาระลึกพิจารณาให้ดี ก็จะเห็นได้สำคัญอย่าหลงประเด็นก็แล้วกัน.

แนะนำเว็บไซต์ พระคุ้มครอง

สาระน่ารู้เกี่ยวกับพระเครื่อง

บูชาวัตถุมงคล