เปตติวิสยภูมิ

วันฮาโลวีน

เปตติวิสยภูมิ

[ ย่อและรวบรวมจาก ‘ภูมิวิลาสินี’ โดย พระธรรมธีรราชมหามุนี (วิลาศ ญาณวโร ป.ธ.๙) ]

 
เปตติวิสยภูมิ

-ประเภทแห่งเปรต-

เปตติวิสยภูมิ คือภูมิเปรตหรือโลกเปรตนี้ เป็นโลกที่ ห่างไกลจากความสุข ไม่มีสถานที่อยู่โดยเฉพาะ เหล่าสัตว์ที่ไปอุบัติเกิดในโลกเปรตนี้แล้ว ถึงแม้จะ มีความทุกข์น้อยกว่าสัตว์นรกทั้งหลายก็จริง ถึงกระนั้น ก็ยังนับได้ว่าเป็นผู้ห่างไกลจากความสุขอยู่ เป็นอันมาก เพราะฉะนั้น โลกเปรตนี้ จึงมีชื่อว่า เปตติวิสยภูมิ = โลกที่อยู่ของสัตว์ผู้ห่างไกลจาก ความสุข

เมื่อกล่าวถึงชีวิตของเหล่าสัตว์ในภูมิแห่งเปรตนี้แล้ว ย่อมเป็นชีวิตที่น่าสมเพช โดยที่เขาเหล่านั้น ต้อง ทนทุกข์ทรมานเพราะความอดอยาก มีความหิวกระหาย อย่างแสนสาหัส สัตว์เปรตทั้งหลาย ย่อมประสบ ทุกขเวทนา เพราะความอดอยากอาหารเป็นส่วนมาก แท้จริงสัตว์ทั้งหลายในเปรตวิสัยนั้น บางพวกมิได้บริโภค โภชนาหารเลยตลอดเวลา ๒-๓ พุทธันดรก็มี ให้แสบร้อน ในไส้ในท้องแห่งตนยิ่งนัก เพราะถูกไฟในกายเผาไหม้ เสียนักหนา เปรียบดังว่าไฟอันไหม้อยู่ในโพรงไม้ฉะนั้น เปรตทั้งหลายย่อมเสวยทุกขเวทนาใหญ่ ความอดอยาก นั้นเหลือที่จะคณานับได้

-เปรตเศษบาป-

เปรตชิ้นเนื้อ
อีกคราวหนึ่ง องค์อรหันต์พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้เห็นชิ้นเนื้อลอยอยู่ในเวหาส พวกแร้งบ้าง กาบ้าง นกตะกรุมบ้าง ต่างก็พากันโผถลาตามจิกทึ้งชิ้นเนื้อนั้น และชิ้นเนื้อนั้นก็ส่งเสียงร้องครวญครางอย่างน่าสงสาร จึงคิดว่าน่าอัศจรรย์เป็นนักหนา ต่อมาได้กราบทูลให้ ทรงทราบ ซี่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสเล่า ประวัติเปรตตนนี้ว่า
ในชาติก่อน เปรตชิ้นเนื้อตนนี้ เกิดเป็นมนุษย์ มีอาชีพ เป็นคนฆ่าโค ครั้นทำกาลกิริยาตายไปแล้ว ก็ไปตกนรก หมกไหม้อยู่ในขุมนรกอยู่นานนักหนา เมื่อหมดกรรม พ้นจากแดนนรกแล้ว เศษกรรมยังมี จึงต้องมาเกิด เป็นเปรตชิ้นเนื้อ เสวยทุกขเวทนาอันน่าทุเรศ เห็นปานนั้น

เปรตก้อนเนื้อ
คราวหนึ่ง องค์อรหันต์ท่านพระโมคคัลลานะเถระ ผู้มีทิพยจักษุ ได้เห็นก้อนเนื้อลอยอยู่ในเวหาส เหล่าแร้งบ้าง กาบ้าง นกตะกรุมบ้าง ต่างก็พากัน โผถลาตามจิกทึ้งก้อนเนื้อนั้นเป็นอลหม่าน และ ก้อนเนื้อนั้นก็ส่งเสียงร้องครวญครางอย่างน่าสงสาร สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์ ได้ตรัสเล่าประวัติ เปรตตนนี้ว่า
ในชาติก่อน เปรตก้อนเนื้อตนนี้ เกิดเป็นมนุษย์ มีอาชีพเป็นคนฆ่านกขาย ครั้นทำกาาลกิริยาตายไปแล้ว ก็ไปตกนรกหมกไหม้อยู่เป็นเวลานานนักหนา เมื่อหมด กรรมพ้นจากแดนนรกแล้ว เศษกรรมยังมี จึงต้องมาเกิด เป็นเปรตก้อนเนื้อ เสวยทุกขเวทนาอันน่าทุเรศ เห็นปานนั้น

เปรตไม่มีผิวหนัง
คราวหนึ่ง องค์พระอรหันต์โมคคัลลานเถระ ผู้มีทิพยจักษุ ได้เห็นบุรุษไม่มีผิวหนังลอยอยู่ในเวหาส เหล่าแร้งบ้าง กาบ้าง นกตะกรุมบ้าง ต่างก็พากัน โผถลาตามจิกทึ้งบุรุษเปรตประหลาดนั้นเป็นอลหม่าน บุรุษเปรตผู้ไม่มีผิวหนัง ก็ได้แต่ส่งเสียงร้องครวญคราง โอดโอยอยู่ สมเด็จพระบรมครูเจ้า ได้ตรัสเล่าประวัติ เปรตตนนี้ว่า
ในชาติก่อน เปรตผู้ไม่มีผิวหนังนี้ เกิดเป็นมนุษย์ มีอาชีพเป็นคนฆ่าแกะขาย ฆ่าแล้วถลกหนังไปขาย บางคราวก็ถลกหนังเสียทั้งเป็นๆ ครั้นเขาทำกาลกิริยา ตายไปแล้ว ก็ตกนรกหมกไหม้อยู่เป็นเวลานานนักหนา เมื่อหมดการพ้นจากแดนนรกแล้ว เศษกรรมยังมี จึงได้เกิดมาเป็นบุรุษเปรตไม่มีผิวหนัง เสวยทุกขเวทนา อันน่าทุเรศเห็นปานนั้น

เปรตมีขนเป็นดาบ
คราวหนึ่ง องค์อรหันต์ท่านพระโมคคัลลานเถระ ผู้มีทิพยจักษุ ได้เห็นบุรุษผู้มีขนเป็นดาบ ลอยอยู่ใน เวหาส ขนดาบของเขาได้หลุดลอยกระเด็นออกไป จากตัว แล้วก็กลับตกลงมาถูกต้องตัวเขาตลอดเวลา เขาก็ได้แต่ร้องครวญครางอย่างโอดโอยเป็นที่น่า แปลกประหลาดเป็นยิ่งนัก สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสเล่าประวัติเปรตตนนี้ว่า
ในชาติก่อน เปรตผู้มีขนเป็นดาบนี้ เกิดเป็นคนมีอาชีพ เป็นคนฆ่าสุกรขาย ครั้นทำกาลกิริยาตายไปแล้ว ก็ตกนรกหมกไหม้อยู่เป็นเวลานานนักหนา เมื่อหมด กรรมพ้นจากแดนนรกแล้ว เศษกรรมยังมี จึงต้อง มาเกิดเป็นเปรตมีขนเป็นดาบ และถูกขนจัญไรแห่งตน ประทุษร้ายเอาตลอดเวลา ได้เสวยทุกขเวทนา อันน่าทุเรศเห็นปานนั้น

เปรตมีขนเป็นหอก
คราวหนึ่ง องค์อรหันต์ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ผู้มีทิพยจักษุ ได้เห็นเปรตบุรุษมีขนเป็นหอก ลอยอยู่ ในเวหาส ขนหอกของเขาหลุดลอยกระเด็นออกไป จากตัว แล้วก็กลับตกลงมาถูกต้องตัวเขาอยู่ตลอดเวลา เขาก็ได้แต่ส่งเสียงร้องครวญครางอย่างโอดโอย เป็นที่น่าแปลกประหลาดเป็นยิ่งนัก สมเด็จพระผู้มี พระภาคเจ้าได้ตรัสเล่าประวัติเปรตตนนี้ว่า
ในชาติก่อน เปรตผู้มีขนเป็นหอกนี้ เกิดเป็นมนุษย์ มีอาชีพเป็นคนฆ่าเนื้อขาย ครั้นทำกาลกิริยาตายแล้ว ก็ตกนรกหมกไหม้อยู่เป็นเวลานานนักหนา เมื่อหมด กรรมพ้นจากแดนนรกแล้ว เศษกรรมยังมี จึงต้อง มาเกิดเป็นเปรตมีขนเป็นหอก และถูกขนจัญไรแห่งตน ประทุษร้ายเอาตลอดเวลา ได้เสวยทุกขเวทนา อันน่าทุเรศเห็นปานนั้น

เปรตมีขนเป็นลูกธนู
คราวหนึ่ง องค์อรหันต์ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ผู้มีทิพยจักษุ ได้เห็นเปรตบุรุษมีขนเป็นลูกธนู ลอยอยู่ในเวหาส ขนลูกธนูของเขา ได้หลุดกระเด็น ลอยออกไปจากตัว แล้วก็กลับตกลงมาถูกต้องตัวเขา อยู่ตลอดเวลา เขาก็ได้แต่ส่งเสียงร้องครวญคราง อยู่อย่างเจ็บปวด เป็นที่น่าแปลกประหลาดเป็นยิ่งนัก สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสเล่าประวัติเปรตตนนี้ ว่า
ในชาติก่อน เปรตผู้มีขนเป็นลูกธนูนี้ เขาเกิดเป็นมนุษย์ ผู้มีใจบาปหยาบช้า มีอาชีพเป็นเพชฌฆาตฆ่าคนอยู่ใน พระนครราชคฤห์นี้เอง เมื่อแตกกายทำลายขันธ์แล้ว ก็ตกนรกหมกไหม้อยู่ในนรกสิ้นกาลช้านาน ครั้นหมด กรรมพ้นจากแดนนรกแล้ว เศษกรรมยังมี จึงต้องมาเกิด เป็นเปรตมีขนเป็นลูกธนู และถูกขนจัญไรแห่งตน ประทุษร้ายตลอดเวลา ได้เสวยทุกขเวทนาอันน่าทุเรศ เห็นปานนั้น

เปรตมีขนเป็นปฏัก
คราวหนึ่ง องค์อรหันต์ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ผู้มีทิพยจักษุ ได้เห็นเปรตบุรุษมีขนเป็นปฏัก ลอยอยู่ ในเวหาส ขนปฏักของเขาได้ลอยกระเด็นออกไปจาก ตัวแล้วว ก็กลับตกลงมาถูกต้องตัวเขาอีกอยู่ตลอดเวลา เขาก็ได้แต่ร้องครวญครางอย่างเจ็บปวดรวดร้าว สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเล่าประวัติ เปรตตนนี้ว่า
ในชาติก่อน เปรตผู้มีขนเป็นปฏักนี้ เขาเกิดเป็นมนุษย์ มีอาชีพเป็นคนฝึกม้า ใช้ปฏักทิ่มแทงม้าและบางทีก็ แทงม้าตายคาปฏัก เมื่อแตกกายทำลายขันธ์แล้ว ก็ตกนรกหมกไหม้อยู่สิ้นกาลช้านาน ครั้นหมดกรรม จากแดนนรกแล้ว เศษกรรมยังมี จึงต้องมาเกิดเป็น เปรตมีขนเป็นปฏักและถูกขนจัญไรแห่งตนประทุษร้าย เอาตลอดเวลา ได้เสวยทุกขเวทนาอันน่าทุเรศ เห็นปานนั้น

เปรตมีขนเป็นเข็ม
คราวหนึ่ง องค์อรหันต์ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ผู้มีทิพยจักษุ ได้เห็นเปรตบุรุษมีขนเป็นเข็ม ลอยอยู่ ในเวหาส ขนเข็มของเขาได้ลอยกระเด็นออกไปจาก ตัว แล้วกลับตกลงมาแทงเข้าไปที่ศีรษะแล้วออกทาง ปาก แทงเข้าไปในปากแล้วออกทางอก แทงเข้าไป ในอกแล้วออกทางท้อง แทงเข้าไปในท้องแล้วออก ทางขาอ่อน แทงเข้าไปที่ขาอ่อนแล้วออกทางแข้ง แทงเข้าไปในแข้งแล้วออกทางเท้า เขาก็ได้แต่ส่งเสียง ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดเป็นยิ่งนัก สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเล่าประวัติเปรต ตนนี้ว่า
ในชาติก่อน เปรตมีขนเป็นเข็มนี้ เกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้มีวาจาไม่บริสุทธิ์ ประพฤติทุจริตทางวาจา คือ กล่าวส่อเสียดคนอื่นเป็นประจำ เมื่อแตกกาย ทำลายขันธ์ถึงแก่ความตายแล้ว ก็ตกนรกหมกไหม้ อยู่สิ้นกาลช้านาน ครั้นหมดกรรมพ้นจากแดนนรก แล้ว เศษกรรมยังมี จึงต้องเกิดมาเป็นเปรตมีขนเป็น เข็ม และถูกขนจัญไรแห่งตนประทุษร้ายเอาตลอดเวลา ได้เสวยทุกขเวทนาน่าทุเรศเห็นปานนั้น

เปรตอัณฑภารี
คราวหนึ่ง องค์อรหันต์ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ผู้มีทิพยจักษุ ได้เห็นเปรตบุรุษมีอัณฑะใหญ่เท่าหม้อ ลอยอยู่ในเวหาส เปรตนั้น เมื่อเดินไปในอากาศ ก็แบกอัณฑะไว้บนบ่าอยู่ตลอดเวลา เมื่อจะนั่ง ก็นั่งทับอัณฑะอันใหญ่ของตนนั้น แล้วถูกแร้งบ้าง กาบ้าง นกตะกรุมบ้างตามจิกตามทึ้งอยู่มากมาย เปรตบุรุษนั้น ก็ได้แต่ส่งเสียงร้องครวญคราง ด้วยความเจ็บปวดเป็นยิ่งนัก สมเด็จพระผู้มี พระภาคเจ้าได้ตรัสเล่าประวัติเปรตตนนี้ว่า
ในชาติก่อน เปรตผู้มีอัณฑะใหญ่นี้ เกิดเป็นมนุษย์ มีอาชีพเป็นผู้พิพากษาตัดสินอรรถคดีโกง เมื่อแตกกาย ทำลายขันธ์แล้ว ก็ตกนรกหมกไหม้อยู่สิ้นกาลช้านาน ครั้นหมดกรรมพ้นจากแดนนรกแล้ว เศษกรรมยังมี จึงต้องมาเกิดเป็นเปรตมีอัณฑะใหญ่และถูกแร้งกา นกตะกรุมรุมจิกทึ้งอยู่ตลอดเวลา ได้เสวยทุกขเวทนา อันน่าทุเรศเห็นปานนั้น

เปรตในหลุมคูถ
สมัยหนึ่ง องค์อรหันต์ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ผู้มีทิพยจักษุ ได้เห็นเปรตบุรุษจมอยู่ในหลุมคูถ จนมิดศีรษะ เป็นที่น่าอัศจรรย์ที่สุด สมเด็จพระมิ่ง มงกุฏสัมมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสเล่าประวัติเปรต ตนนี้ว่า
ในชาติก่อน เปรตผู้อยู่ในหหลุมคูถนั้นเกิดเป็นมนุษย์ ผู้ประพฤติกามมิจฉา คือประพฤติผิดในทางกาย เป็นชู้กับภรรยาของผู้อื่น เมื่อตายแล้ว ได้ไปเกิด เป็นสัตว์นรก เสวยทุกข์โทษสิ้นกาลช้านาน ครั้นหมด กรรมพ้นจากขุมนรกแล้ว เศษกรรมชั่วยังมี จึงต้อง มาเกิดในปิตติวิสัยภูมิ เป็นเปรตอยู่ในหลุมคูถ ต้องทนทุกข์เห็นปานนั้น

เปรตกินคูถ
คราวหนึ่ง องค์อรหันต์ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ผู้มีทิพยจักษุ ได้เห็นเปรตบุรุษผู้จมอยู่ในหลุมคูถ ใช้มือทั้งสองกอบโกยกินคูถอยู่ตลอดเวลา เป็นที่น่า อัศจรรย์เป็นที่สุด สมเด็จพระมิ่งมงกุฏสัมมาสัมพุทธ เจ้า ได้ตรัสเล่าประวัติเปรตตนนี้ว่า
ในชาติก่อนเขาเกิดเป็นมนุษย์ในวรรณะพราหมณ์ มีความคิดอันลามก นิมนต์พระภิกษุสงฆ์ในพระศาสนา ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อน เพื่อให้ไป ฉันภัตตาหารที่เรือนของตนแล้ว ปรารถนาจะแกล้ง เยาะเย้ย เมื่อพระภิกษุสงฆ์มายังเรือนตนตามคำนิมนต์ แล้ว จึงเอาคูถใส่จนเต็มรางแล้วใช้ให้คนไปบอกแก่ พระภิกษุสงฆ์ว่า
"ท่านเจ้าขา ขอท่านทั้งหลายจงพากันฉันคูถ และจงนำ เอาไปให้พอแก่ความต้องการเถิด"
เมื่อเขาดับขันธ์สิ้นชีวิตแล้ว ได้ไปเกิดเป็นสัตว์นรก เสวยทุกข์โทษสิ้นกาลช้านาน ครั้นหมดกรรมพ้นจาก ขุมนรกแล้ว เศษกรรมชั่วยังมี จึงต้องมาเกิดเป็นเปรต กินคูถอยู่เช่นนั้น

เปรตหญิงไม่มีผิวหนัง
สมัยหนึ่ง องค์อรหันต์ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ผู้มีทิพยจักษุ ได้เห็นเปรตหญิงตนหนึ่ง ซึ่งไม่มีผิวหนัง ลอยอยู่ในเวหาส เหล่าแร้งบ้าง กาบ้าง นกตะกรุมบ้าง ต่างโผถลารุมตามจิกทึ้งอยู่ตลอดเวลา …
ในชาติก่อน เปรตนี้เกิดเป็นมนุษย์ มีจิตใจไม่บริสุทธิ์ ได้ประพฤตินอกใจสามี ไปคบชู้อยู่กับบุรุษอื่น เมื่อดับขันธ์ สิ้นชีวิตแล้วได้ไปเกิดเป็นสัตว์นรก เสวยทุกข์โทษสิ้น กาลนาน ครั้นหมดกรรมจากขุมนรกแล้ว เศษกรรมชั่ว ยังมี จึงต้องมาเกิดในเป็นเปรตนี้

เปรตมังคุพิตถี
สมัยหนึ่ง องค์อรหันต์ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ผู้มีทิพยจักษุ ได้เห็นเปรตหญิงตนหนึ่ง ซึ่งมีกลิ่น เหม็นสาบเหม็นสางน่าเกลียดน่าขยะแขยงเป็นที่สุด ลอยอยู่ในเวหาส หมู่แร้งบ้าง กาบ้าง นกตะกรุมบ้าง ต่างพากกันโผถลาตาจิกทึ้งอยู่ตลอดเวลา หญิงเปรต นั้นก็ให้แต่ส่งเสียงร้องครวญครางอยู่อย่างน่าสงสาร เป็นที่สุด …
ในชาติก่อน เปรตหญิงนี้เกิดเป็นมนุษย์มีอาชีพไม่ บริสุทธิ์ คือ เป็นหญิงแม่มดอยู่ในพระนครราชคฤห์นี้ เมื่อตายไปแล้วได้ไปเกิดเป็นสัตว์นรก เสวยทุกข์โทษ อยู่สิ้นกาลช้านาน ครั้นหมดกรรมพ้นจากขุมนรกแล้ว เศษกรรมชั่วยังมี จึงต้องมาเกิดในเป็นเปรตนี้

เปรตมีน้ำเหลืองไหล
สมัยหนึ่ง ท่านพระมหาโมคคัลลานะองค์อรหันต์ ผู้มีทิพยจักษุ ได้เห็นเปรตหญิงตนหนึ่ง ซึ่งมีน้ำเหลือง ไหลเยิ้มตลอดร่างกายเต็มไปด้วยถ่านเพลิงล่องลอย อยู่ในเวหาส มีหมู่แร้งบ้าง กาบ้าง นกตะกรุมบ้าง รุมจิกทึ้งอยู่ตลอดเวลา …
ในชาติก่อน เปรตหญิงตนนี้เกิดเป็นมนุษย์สูงศักดิ์ ได้เป็นพระอัครมเหสีในสมเด็จพระราชาธิบดีกาลิงคะ คราวหนึ่งเกิดความหึงหวงขึ้นมา จึงได้เอาเตาซึ่ง เต็มไปด้วยถ่านเพลิง เทสาดลงไปในร่างกายของ หญิงร่วมพระราชสวามีคนหนึ่ง เมื่อถึงกาลกิริยา แล้ว ได้ไปเกิดเป็นสัตว์นรก เสวยทุกข์โโทษอยู่ สิ้นกาลช้านาน ครั้นหมดกรรมจากนรก เศษบาป กรรมยังมี จึงต้องมาเกิดเป็นเปรตนี้

เปรตหัวด้วน
คราวหนึ่ง องค์อรหันต์ท่านพระมหาโมคคัลลนเถระ ผู้มีทิพยจักษุ ได้เห็นเปรตตนหนึ่งซึ่งไม่มีศีรษะ มีตาและ ปากอยู่ที่อก ลอยอยู่ในเวหาส มีหมู่แร้ง กา และนกตะกรุม พากันรุมจิกรุมทึ่งอยู่ตลอดเวลา…
ในชาติก่อน เปรตตนนี้เกิดเป็นมนุษย์ มีอาชีพไม่บริสุทธิ์ คือเป็นเพชฌฆาตผู้ฆ่าโจร เมื่อดับชีวิตได้ไปเกิดเป็นสัตว์ นรก ครั้นหมดกรรมจากขุมนรก เศษกรรมชั่วยังมี จึงต้องมาเกิดเป็นเปรตนี้

เปรตบรรพชิต
คราวหนึ่ง องค์อรหันต์ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ผู้มีทิพยจักษุ ได้เห็นเปรตซึ่งมีรูปร่างเป็นภิกษุ เปรตมี รูปร่างเป็นภิกษุณี เปรตมีรูปร่างเป็นสิกขมานา เปรต มีรูปร่างเป็นสามเณร และเปรตมีรูปร่างเป็นสามเณรี เปรตเหล่านี้ล่องลอยอยู่ในเวหาส บาตรก็ดี จีวรก็ดี ประคตเอวก็ดี ของเปรตเหล่านั้นลุกเป็นเปลวเพลิง โชติช่วงแผดเผาร่างกายอยู่ตลอดเวลา…
ในชาติก่อน เปรตเหล่านั้น ได้เกิดเป็นมนุษย์มีโอกาส ประเสริฐสุด โดยได้บรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ภิกษุณี สิกขามานา สามเณร และสามเณรี ในพระบวร พุทธศาสนาแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระกัสสปะจอมมุนีเจ้า แต่เขาเหล่านั้นประพฤติผิด ธรรม ผิดวินัย มีอาจาระอันชั่วช้า ไม่นำพาต่อการ ที่จะปฏิบัติตามกระแสพุทธฎีกา เมื่อถึงกาลกิริยาแล้ว ก็ได้ไปเกิดเป็นสัตว์นรกอยู่สิ้นกาลช้านาน ครั้นหมดกรรม จากแดนนรก เศษกรรมชั่วยังมีจึงต้องมาเกิดเป็นเปรตนี้

-เปรตมิจฉาทิฏฐิ-

เป็นเปรตประเภทที่ตายจากมนุษย์แล้ว ก็ตรงไปเกิดเป็นเปรตเลยทีเดียว

บรรดาเปรตทั้งหลายที่กล่าวมานี้ ทั้งเปรตเศษบาปและ เปรตมิจฉาทิฏฐิ ต้องเสวยทุกขเวทนาทนทุกข์ทรมาน โดยใครจะช่วยเหลือด้วยประการใดๆ ไม่ได้ทั้งสิ้น ญาติมิตรในถิ่นมนุษย์จะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ ก็ไม่ได้รับ เพราะมัวแต่ก้มหน้าก้มตาเสวยกรรมชั่วจน ไม่มีเวลา จิตใจยังไม่เลื่อมใสใคร่ที่จะรับส่วนบุญ ของใคร และเพราะเกิดเป็นเปรตด้วยอำนาจอกุศล กรรมและเศษบาปอกุศลกรรม จึงจำเป็นที่จะต้อง เสวยผลไปจนกว่าจะสิ้นกรรม ต่อเมื่อสิ้นกรรม ตายจากความเป็นเปรตที่ต้องทนทุกข์ทรมาณ มาเกิดเป็นเปรตอีกประเภทหนึ่ง จึงจะคอยรับ ส่วนบุญได้ คือ

-เปรตปรทัตตูปชีวี-

เปรตประเภทปรทัตตูปชีวีเปรตนี้ เป็นเปรตโชคดีจำพวก เดียวเท่านั้นที่จะสามารถรับส่วนบุญกุศลซึ่งพวกญาติมิตร อุทิศให้แต่โลกมนุษย์ได้ ทั้งนี้เพราะเปรตพวกนี้มีอกุศล อันเบาบาง จึงมีจิตยินดีที่จะอนุโมทนาส่วนกุศล โดยที่ตนมีความอยากข้าวและน้ำเป็นกำลัง จึงท่องเที่ยว เซซังไปมา นึกถึงหมู่ญาติของตนว่าใครอยู่ไหนบ้าง ครั้นนึกได้และพบเจอเข้า ก็จะคอยอยู่ใกล้ๆ คอยท่าโดย หวังว่าเมื่อไหร่ญาติจะทำบุญกุศลแล้วก็คงอุทิศให้ตนบ้าง ครั้นญาติมิตรทำบุญกุศลแต่ลืมอุทิศให้หรืออุทิศให้แต่ คนอื่น เขาก็เดินวนไปวนมา ใบหน้าหม่นหมองเศร้าสร้อย เพราะผิดหวัง บางทีน้อยใจถึงกับล้มซบสลบลงด้วยความ หิวโหยสุดประมาณ แล้วก็หวังรอคราวหน้าต่อไป

-เปรตและอสุรกาย-

มีสัตว์อีกประเภทหนึ่ง มีชีวิตความเป็นอยู่และการเสวย ทุกขเวทนาคล้ายคลึงกับสัตว์เปรตเป็นอันมาก ก็คือ อสุรกาย สัตว์ทั้งหลายที่กรรมชั่วชักนำให้ไปอุบัติเกิด เป็นสัตว์อสุรกายแล้ว ย่อมจะไม่มีความร่าเริงเลย เป็นอันขาด เรียกว่า อสุรกายภูมิ = ภูมิที่อยู่ของสัตว์ ซึ่งปราศจากความร่าเริงสนุกสนาน

อสุรกายทั้งหลายมีชีวิตอยู่อย่างลำเค็ญเช่นเดียวกับ เหล่าเปรต เช่น บางอสุรกายมีสรีระร่างกายน่าทุเรศพิลึก ผ่ายผอมนนักหนา แต่ว่าสูงชะลูดนับได้เป็นร้อยเป็นพันวา ขึ้นไป เนื้อและโลหิตในสรีระร่างไม่มีเลย มีแต่หนังหุ้ม กระดูก เป็นสัตว์ตายซาก ประดุจดังใบไม้แห้ง เหม็นสาบ เหม็นสางสุดประมาณ ดวงตาเล็กนักหนา เท่ากับตา แห่งปูที่เราเห็นในมนุษยโลกนี้เท่านั้น ตาของเขาตั้งอยู่ บนศีรษะตรงกระหม่อม เขามีมุขทวารช่องปากเล็กยิ่งนัก ประมาณเท่ารูเข็มเท่านั้น ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับดวงตานั่นเอง

ความเป็นอยู่ก็แสนลำบากยากเข็ญ ต้องหิวกระหายอยู่ ตลอดเวลาเพราะการแสวงหาอาหารยากลำบากนัก เพราะตาเล็กเหลือเกิน ที่ตั้งก็บนศีรษะกลางกระหม่อม เมื่อเจออาหารแล้วจะบริโภคแต่ละครั้งแต่ละหน ก็แสนลำบากยากเย็น จึงต้องเอาหัวปักลงมาข้างล่าง เอาตีนชี้ฟ้า กว่าอาหารจะเข้าปากได้ก็แสนยากเย็นอีก เพราะปากเล็กเท่ารูเข็ม ต้องเสวยกรรม ทนทุกข์ทรมาน หิวกระหายอยู่อย่างนี้ เป็นเวลาหลายพันหลายหมื่นปี จนกว่าจะสิ้นอกุศลกรรมที่ทำไว้

โดยมาก อกุศลกรรมที่ทำด้วยโลภเจตนาย่อมส่งผล ให้มาเกิดเป็นอสุรกาย เช่น ครั้งเป็นมนุษย์มีความโลภ ประจำดวงจิต ประกอบทุจริตด้วยการปล้นลักขโมย หรือฉ้อโกงทรัพย์สมบัติของผู้อื่น ไม่รู้จักประกอบอาชีพ เห็นผู้อื่นมีทรัพย์ก็ริษยาปรารถนาจะทำลายล้างหรือ เอามาเป็นของตน หรือไม่ก็เป็นคนละโมบหน้ามืดจน ฉ้อโกงทรัพย์สินอันเป็นของสงฆ์ซึ่งคนอื่นเขามีศรัทธา อุทิศเป็นทานวัตรนับเข้าในสังฆทาน หรือมิฉะนั้น เห็นเขาขุดบ่อขุดสระ สร้างสาธารณสถาน ก็อยากจะได้ เอามาเป็นของตน เมื่อไม่ได้ ก็หาทางทำลายล้าง ไม่ให้ผู้อื่นบริโภคใช้สอย ด้วยน้ำจิตริษยาเป็นพาลชน

ภูมิทั้งสองนี้ ใกล้ชิดติดกันมาก ฉะนั้นจึงมีชื่อเรียกติดต่อ กันว่า เปรตอสุรกาย แต่ก็มีข้อแตกต่างพอจะสังเกตได้ ดังนี้

๑.ในเปตติวิสยภูมินั้น เปรตทั้งหลายนอกจากต้องเสวยผล กรรมชั่วที่ทำไว้ ในลักษณะต่างๆ ตามประเภทกรรมแล้ว ยังต้องประสบทุกขเวทนา เพราะความอยากอาหารเป็น ส่วนมาก ตลอดเวลามิได้บริโภคโภชนาหารเลย ต้องทุกข์ ทรมานเพราะความหิวโหยอย่างเหลือประมาณ จนกว่าจะ สิ้นกรรม

๒.ในอสุรกายภูมินั้น อสุรกายทั้งหลายย่อมประสบ ทุกขเวทนาเพราะความกระหายน้ำเป็นส่วนมาก มาเป็น อสุรกายเพราะวิบากแห่งอกุศล กระแสชลจะได้หยดถูก ปลายชิวหามาตรว่าจะให้เปียกสักนิดเป็นไม่มีเลย ตลอด เวลา ๒-๓ พุทธันดร บางทีเห็นบ่อบึงและมหานทีก็ยินดี ว่าจะได้ดื่มกินน้ำ พยายามตะเกียกตะกายไป แต่พอไป ถึงก็ไม่มีมหาชล น้ำในท้องนทีก็กลับกลายเป็นเพลิง รุ่งโรจน์โชตนาการเผาตน หรือบางทีก็กลายเป็นแผ่นศิลา อันแห้งผาก อสุรกายเหล่านั้น ก็มีจิตเหือดแห้งด้วย กระหายน้ำ ต้องเสวยทุกขเวทนาเพราะความกระหายน้ำ อยู่อย่างนี้ จนกว่าจะสิ้นอกุศลกรรมที่ทำไว้แต่ปางหลัง

-บาปที่ให้เกิดเป็นเปรต-

อกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ
ก.กายกรรมหรือการทำบาปทางกายมี ๓ คือ ฆ่าสัตว์ – ลักทรัพย์ – ประพฤติผิดในกาม
ข.วจีกรรมหรือการทำบาปทางวาจามี ๔ คือ พูดเท็จ – พูดส่อเสียด – พูดคำหยาบ – พูดเพ้อเจ้อ
ค.มโนกรรมหรือบาปทางใจมี ๓ คือโลภอยากได้ของเขา – พยาบาทปองร้ายเขา – มิจฉาทิฏฐิเห็นผิดจากคลองธรรม

ใครประพฤติอกุศล ๑๐ ประการนี้ ก็ได้ชื่อว่านำตน เดินไปตามปฏิปทาทางไปสู่โลกเปรตอสุรกายแล้ว หากอกุศลกรรมมากก็ไปเสวยผลในนรกก่อนแล้วจึง มาเสวยเศษกรรมชั่วเป็นเปรตอสุรกาย หากอกุศล กรรมเบาบางไม่ถึงขั้นต้องตกนรกก็ไม่ต้องผ่านแดน นรก ตรงไปเกิดเป็นเปรตอสุรกายเลยทีเดียว

จบ "เปตติวิสยภูมิ" ตอนต่อไป "ติรัจฉานภูมิ"

*********************************************

จาก "ภูมิวิลาสินี" โดย พระธรรมธีรราชมหามุนี (วิลาศ ญาณวโร ป.ธ.๙)




แสดงความคิดเห็นที่นี่

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *