สวรรค์ชั้นปรนิมมิตสวัตตี

ศิลปะไทย

สวรรค์ชั้นที่ ๖ ปรนิมมิตสวัตตี… 
 
สวรรค์ชั้นที่ ๖ อันเป็นชั้นสูงสุดในบรรดาสวรรค์ ชื่อ

ปรนิมมิตสวัตตี

มีวิมานทองทอง วิมานแก้ว วิมานเงิน เป็นปราสาทที่สง่าภูมิฐาน
ตระหง่านอยู่ทั่วไปบนภาคพื้นที่ลาดด้วยแก้ว ๗ ประการ
ประกอบด้วยสวนทิพย์อุทยานอันวิจิตร และสระโบกขรณีที่พักผ่อนหย่อนใจ
อันยิ่งใหญ่โอฬาริกยิ่งกว่าชั้นใดทั้งหมด

เทพเจ้าที่อยู่บนสวรรค์ชั้นที่ ๖ นี้
มีคุณสมบัติพิเศษยิ่งกว่าเทพเจ้าบนสวรรค์ชั้นอื่น ๆ
คือเสวยกามคุณอารมณ์โดยเทวดาอื่นรู้ความต้องการแล้วเนรมิตให้
กล่าวคือ เมื่อเกิดความต้องการ ไม่จำเป็นต้องบันดาลให้เป็นไปด้วยตนเอง
จะมีเทวดาองค์อื่นรู้และเนรมิตให้โดยทันทีและเป็นสุขสมบัติที่ประเสริฐประณีต
น่าประทับใจกว่าเทวดาชั้นอื่นใด จึงมีนามว่าสวรรค์ชั้น ปรนิมมิตสวัตตี

นอกจากสมบัติทิพย์และคุณสมบัติพิเศษต่าง ๆ
ที่เทพเจ้าเหล่าชาวฟ้าอยู่ในชั้นที่ ๖ นี้ได้รับแล้ว
ผู้ที่อยู่บนสวรรค์ชั้นนี้ยังแบ่งออกเป็น ๒ ฝ่ายด้วยกันคือ
ฝ่ายเทวดา มีเทวาธิราชผู้ยิ่งใหญ่ นามว่า
"ท้าวปรนิมมิตเทวราช"
เป็นผู้ปกครองเหล่าเทพเจ้าทั้งหลาย ให้ได้รับความรื่นเริงสำราญโดยทั่วหน้า

ฝ่ายมาร บนสวรรค์ชั้นนี้ มีหมู่มารผู้บุญหนักศักดิ์ใหญ่
บังเกิดเสวยทิพยสมบัติอยู่ด้วยอีกฝ่ายหนึ่ง โดยมี
ท้าวปรนิมมิตสวัตตีมาราธราช เป็นผู้ปกครองหมู่มารทั้งหลายให้ได้รับความสุขสำราญ ตามควรต่บุญกรรมของตน

อย่างไรก็ดี แม้ว่าบนสวรรค์ชั้นนี้จะมีถึง ๒ ฝ่าย คือ
ฝ่ายเทวดา กับฝ่ายมาร ก็เป็นการแบ่งแยก โดยมีเขตแดนกั้นกันโดยเด็ดขาด
แต่ละฝ่ายไม่สามารถจะไปมาหาสู่หรือไปรบกวนกันได้ไม่
ต่างฝ่ายต่างเสวยสุขสมบัติ ณ ทิพยวิมานของตนด้วยความสุข
อันปราณีตยิ่งล้นกว่าสวรรค์ชั้นฟ้าอื่น ๆ

ท้าวปรนิมมิตสวัตตีมาราธิราช เป็นปัญหาที่น่าขบคิดว่า
เหตุใดบนสวรรคค์ชั้นสูงสุดจึงมีมารมาบังเกิดร่วมชั้นกับเทวดาอย่างนี้

เพื่อให้ช่วยเป็นที่กระจ่างชัดสำหรับปัญหานี้
ขอนำเรื่องราวของท้าวปรนิมมิตตสวัตตีมาราธิราช
มาเล่าสู่กันฟังดังต่อไปนี้

ท้าวปรนิมมิตสวัตตีมาราธิราช
ผู้เป็นใหญ่ปกครองหมู่มารบนสวรรค์ชั้นที่ ๖ นี้
แท้ที่จริงเป็นพระโพธิสัตว์ที่ได้บำเพ็ญบารมีมา
เพื่อเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตองค์หนึ่ง โดยสมัยพระพุทธเจ้า
ทรงพระนามว่า กัสสปะ พญามารผู้นี้เกิดเป็นมนุษย์ นามว่า โพธิ์อำมาตย์
ดำรงตำแหน่งอัครเสนาบดี ของ พระเจ้ากิงกิสสะมหาราช
เป็นที่ไว้วางพระทัยมาก และพระเจ้ากิงกิสสะมหาราชเอง
เป็นผู้มีพระทัยเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา

วันหนึ่ง ทรงทราบว่าพระพุทธองค์ทรงเข้านิโรธสมาบัติ
เสวยวิมุตติสุขอยู่ครบ ๗ วัน ณ ภายใต้ต้นไทรใหญ่
และใกล้จะออกจากนิโรธสมาบัติอยู่แล้ว ทรงดำริว่า

"ขณะที่พระพุทธเจ้า เสด็จออกจากนิโรธสมาบัติใหม่ ๆ
ถ้าผู้ใดได้ถวายทาน จักบังเกิดผลานิสงส์ ผลบุญล้ำเลิศมาก
บัดนี้เราจักถวายทานแด่พระองค์ โดยไม่ให้ใครอื่นเกี่ยวข้องด้วย"

ครั้นแล้ว จึงประกาศแก่ชาวเมืองว่า

"ถ้าคนใด ไปถวายทานแด่พระพุทธเจ้าก่อนเรา เราจักลงอาญาแก่ผู้นั้น"

เมื่ออกประกาศดังนั้น ก็ให้กองรักษาการณ์ที่ใกล้ต้นไทรใหญ่
บริเวณที่พระพุทธองค์ทรงเข้านิโรธสมาบัติอยู่
หากผู้ใดล่วงละเมิดพระดำรัส ให้จับตัวประหารชีวิตเสียทันที

โพธิ์อำมาตย์เสนาบดี แม้จะทราบประกาศของพระเจ้ากิงกิสสะมหาราชดังนั้น
ก็ยังมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะถวายทานแก่พระพุทธองค์
โดยไม่กลัวว่าจะถูกประหาร พอรุ่งเช้าเขาพร้อมด้วยภรรยาก็ถือไทยทานของตนรวม ๒ ห่อ ตรงไปยังบริเวณไทรใหญ่พวกทหารรักษาการณ์เห็นดังนั้นก็วิ่งออกมาบอกว่า

"ท่านเสนาบดี ขอได้โปรดอย่าเข้าไปเลย พระเจ้าเหนือหัวสั่งห้าม
มิให้ใครเข้าไปถวายทานแด่พระพุทธเจ้าก่อนพระองค์เป็นอันขาด
มิฉะนั้นต้องถูกประหารชีวิต"

เสนาบดีได้ยินเช่นนั้นก็คิดว่า ถ้าเราจะแกล้งบอกแก่พวกทหารเหล่านี้ว่า
พระเจ้าเหนือหัวให้เรามาอาราธนาพระพุทธเจ้าเข้าไปในวัง ก็จะได้อยู่
แต่เราไม่ควรจะมดเท็จเช่นนั้น เพราะเราตั้งใจจะถวายทานแด่พระพุทธองค์
เราควรบอกตามความจริงแม้จักตายก็ช่างมันเถิด

ครั้นแล้ว เสนาบดีบอกทหารเหล่านั้นไปว่า

"ไม่ต้องห้ามเราหรอก เราจักเข้าไปถวายทานแด่พระพุทธองค์"

"ถ้าเช่นนั้น พวกเราก็มีความจำเป็นต้องจับท่านไปประหารชีวิต"
ทหารรักษาการณ์ร้องบอกอีกครั้งหนึ่ง

"ท่านเป็นอำมาตย์ผู้ใหญ่ มีความชอบในแผ่นดินมาก
อย่าคิดสั้นยังงี้เลย จงหลีกไปเสียเถอะท่าน"

"เราตั้งใจแล้ว ต้องทำให้ได้ พวกเจ้าจะจับเราไปประหารชีวิตก็เอาซี เราไม่กลัวหรอก"

เสนาบดีบอกเท่านั้นเอง
เหล่าทหารก็กรูกันเข้าจับเสนาบดีมัดมือไพล่หลัง
นำไปถวายพระราชาโดยไม่รอช้า

พระเจ้ากิงกิสสะมหาราช เมื่อทราบว่าเสนาบดีของพระองค์ฝ่าฝืนเสียเอง
ก็ทรงพิโรธยิ่ง รับสั่งให้นำตัวไปตัดศีรษะทันที

ฝ่ายพระพุทธองค์ทรงทราบด้วยพระฌานว่า โพธิเสนาบดีมีศรัทธาแรงกล้า
ยอมสละชีวิตเพื่อจะถวายทานแด่พระองค์ดังนั้น
ก็ทรงพระกรุณาแก่เสนาบดีมาก จึงเนรมิตพระพุทธนิมิตให้สถิตแทนพระองค์
ในพระวิหารส่วนพระองค์เสด็จไป ณ สถานที่ประหารเสนาบดี
โดยให้เห็นเฉพาะตัวเสนาบดีเท่านั้น

"ดูก่อนเสนาบดี ท่านทำถูกแก้ว จงมีศรัทธามั่นเถิด อย่าได้อาลัยในชีวิต
และไทยทานของท่านอยู่ที่ไหนจงถวายเราเถิด"

เสนาบดีผู้น่าสงสาร เมื่อได้สดับพระดำรัสของพระพุทธองค์ดังนั้น
ก็บังเกิดความเลื่อมใสสุดหัวใจ รีบนำเอาห่ออาหารของตน
กับภรรยา น้อมเกล้าฯ เข้าถวายพระพุทธองค์โดยศรัทธาอย่างสุดซึ้ง
และยังได้ตั้งความปรารถนาไว้ต่อพระบาทของพระองค์ว่า

"ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นที่พึ่งแก่สรรพสัตว์ ชีวิตของข้าพระองค์ได้สละแล้วครั้งนี้
ด้วยอำนาจแห่งผลทานครั้งนี้ จงเป็นปัจจัยให้ข้าพระองค์ ได้เป็นพระพุทธเจ้า
เช่นเดียวกับพระองค์ในอนาคตโน้นเถิด"

พระกัสสปพุทธเจ้า ทรงมีพระกรุณายกพระหัตถ์ขึ้นลูบศรีษะเสนาบดี
แล้วทรงพยากรณ์ว่า

"ท่านปรารถนาสิ่งใด ขอสิ่งนั้นจงพลันสำเร็จเถิด
ดูก่อนเสนาบดี สิ่งที่ท่านปรารถนานั้น ท่านจะได้รับผลสำเร็จ
โดยอุบัติเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต เบื้องหน้าโน้น"

จากนั้น… โพธิเสนาบดีก็ถูกประหารชีวิต ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดุสิต
และจุติจากสวรรค์ชั้นดุสิต เวียนว่ายตายเกิดในวฏสงสารช้านาน
มาในชาตินี้ได้บังเกิดเป็นพญามารในชั้นปรนิมมิตสวัตตี
ด้วยอำนาจแห่งบุญกรรมที่ตนทำไว้ด้วย
ในภายหลังมีจิตริษยาในพระพุทธโคดมของเรา
ที่เสด็จมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าก่อนตน
ทั้ง ๆ ที่ตนบำเพ็ญบารมีมามากพอสมควรเหมือนกัน
จึงเฝ้าตามประจัญด้วยประการต่าง ๆ
แต่มิได้ล่วงเกินทำบาปหนักแต่ประการใด

ต่อมา หลังจากที่พระพุทธองค์เสด็จปรินิพพานแล้วได้ ๒๐๐ ปีเศษ
พระเจ้าธรรมาโศกราช กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งชมพูทวีป ทรงมีศรัทธาอุตสาหะ
สร้างพระสถูปเจดีย์ถึงแปดหมื่นสี่พันองค์
เพื่อบูชาพระพุทธคุณ
พระธรรมคุณ
และพระสังฆคุณ
เป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา
เสร็จแล้วทรงปรารถนาจะทำการฉลองใหญ่
มีกำหนดถึง ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน
ให้สมกับความตั้งใจของพระองค์ที่มีมาช้านาน
และในการฉลองครั้งใหญ่นี้พระองค์ทรงเกรงว่า
จะได้รับการรบกวนจากพญามาราธิราช ผู้มีฤทธิ์แรงกล้าและมีจิตริษยา
ไม่อยากให้ศาสนาของพระพุทธโคดมเจริญรุ่งเรืองสืบไป
พระเจ้าธรรมาโศกราชจึงอาราธนาพระภิกษุสงฆ์
ให้ช่วยป้องกันอันตรายที่จะเกิดจากพญามารครั้งนี้

ฝ่ายภิกษุทั้งหลายในสังฆมณฑล รู้ว่าตนเองไม่สามารถสู้พญามารได้
และมีพระเถระผู้ใหญ่องค์หนึ่งจำพระพุทธพยากรณ์ ไว้ว่า

"มีภิกษุรูปหนึ่งนามว่า อุปคุตเถระ จักปราบมารให้ละพยศ
แล้วจักปรารถนาพุทธภูมิ"

กล่าวกันว่า พระอุปคุตเถระองค์นี้ มีปกติสันโดษอยู่องค์เดียว
และชอบแผลงฤทธิ์ลงไปในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่
เนรมิตปราสาทล้วนแล้วด้วยแก้ว ๗ ประการ
ประดิษฐานในท้องมหาสมุทร นั่งเหนือรัตนบัลลังก์
เข้าฌานสมาบัติเสวยวิมุตติสุขอยู่ในท้องมหาสมุทร
เป็นเวลาหลายวัน กระทั่งวันพุธเพ็ญกลางเดือน
จึงออกจากสมาบัติ เหาะขึ้นมาบิณฑบาตในโลกมนุษย์ครั้งหนึ่ง
แล้วก็กลับลงไปเข้าฌานสมาบัติ อยู่ในห้วงมหาสมุทรเช่นนั้นตลอดเวลา

และ…ครั้งนี้เอง พระอุปคุตเถระถูกพระภิกษุสองรูปผู้ได้อภิญญาสมาบัติ
ชำแรกมหาสมุทรลงมาถึงตัวท่านแจ้งโทษว่า

"ดูก่อนท่านอุปคุต ตัวท่านนี้มิได้อยู่ร่วมอุโบสถสังฆกรรมกับสงฆ์เลย
มาอยู่หาความสบายแต่ผู้เดียวควรที่สงฆ์จะลงทัณฑกรรมแก่ท่าน
และบัดนี้คำสั่งจากสงฆ์ให้นำมาถึงท่าน
ให้ท่านจงเป็นธุระป้องกันพญามารอย่าให้รบกวนงาน
ฉลองพระสถูปเจดีย์ของพระเจ้าธรรมาโศกราชได้"

พระเถระน้อมศีรษะรับคำสั่งของสงฆ์ โดยมิได้โต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น

ครั้นถึงวันเปิดงาน พระเจ้าธรรมาโศกราชเสด็จสู่ลานพระเจดีย์
และมีพระภิกษุสงห์เป็นจำนวนมากมาร่วมงานอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้

ขณะนั้นเอง พญาวสวัตตีมาร ผู้มีจิตริษยา อดใจไม่ได้
จึงลงมาจากสวรรค์ชั้นที่ ๖ แล้วบันดาลให้เกิดพายุใหญ่พัดมา
หวังจะดับประทีปบูชา ซึ่งจุดสว่างไสวไปทั่วบริเวณงาน

ฝ่าย พระอุปคุตเถระ ซึ่งคอยระวังอยู่
ครั้นเห็นเช่นนั้นก็บันดาลให้พายุใหญ่แห่งพญามารอันตรธานหายไปสิ้น

"บ๊ะ! ใครวะมาบังอาจทำลายฤทธิ์ของข้า"

พญามารตวาดลั่นขึ้นด้วยความเดือดดาล
ครั้นเห็นพระอุปคุตเถระนั่งก้มหน้าอยู่บนธรรมาสน์หน้าอาสนสงฆ์
และเมื่อรู้ด้วยฤทธิ์ว่า พระเถระองค์นี้เองกล้าสู้เราจึงเปลี่ยนแผน
แปลงร่างเป็นวัวกระทิงตัวใหญ่ เขาโง้งแหลมคมราวกับหอก
พุ่งออกมาจากพุ่มไม้ ตรงเข้าไปชนโรงพิธีให้แหลกลาญทันที

พระเถระเห็นเช่นนั้น ก็มิได้รอช้า
แปลงร่างเป็นเสือโคร่งลายพาดกลอนตัวใหญ่
โจนเข้าตะปบเจ้าวัวกระทิงด้วยเล็กเท้าอันแหลมคมทันที
เล่นเอาเจ้าวัวกระทิงชะงัก และหันกลับมาหมายขวิดเสือโคร่ง

ทั้งวัวกระทิงและเสือโคร่งฟาดฟันกันเป็นพัลวันอยู่ไม่กี่น้ำ
วัวกระทิงก็โดนเสือตะปบ ล้มลงกองภาคพื้นทำท่าจะตายมิตายแหล่ แต่…

เพียงชั่วอึดใจ มันก็กลายเป็นพญานาคเจ็ดเศียรพ่นไฟเข้าใส่หน้าเสือโคร่งใหญ่อย่างดุร้าย หมายเอาไฟเผาผลาญเสือโคร่งให้ไหม้เกรียมไปในทันที เมื่อเห็นตนเป็นฝ่ายเสียเปรียบดังนั้น เสือโคร่งก็รีบเปลี่ยนร่างกายเป็น
พญาครุฑตัวใหญ่ โดยเข้าจิกคาบเอาหัวพญานาคลากไปอย่างไม่ปราณี
เล่นเอาพญานาคร้องโอดโอยลั่น ต้องรีบกลายร่างเป็นยักษ์ใหญ่
นัยน์ตาพอง ถือกระบองทองแดงเท่าต้นตาล
กวัดแกว่งเข้าทุบศีรษะพญาครุฑโดยไม่รั้งรอ

พระเถระรีบเปลี่ยนร่างเป็นยักษ์ตัวใหญ่ ใหญ่ขึ้นไปกว่าพญามารสองเท่า
ถือกระบองทองแดงขนาดใหญ่สองอันเข้าฟาดกระบาลพญามารอย่างหนัก
และรวดเร็วราวกับจักรผัน สุดที่พญามารจะปิดป้องได้ทัน
ต้องสิ้นฤทธิ์ยอมแพ้ กลับร่างเป็นพญามารดังเดิม

พระเถระเห็นดังนั้น ก็กลับร่างเช่นเดียวกัน แลโดยไม่รอให้นาทีทองผ่านไป
พระเถระผู้ทรงฤทธิ์จึงรีบเนรมิตร่างหมาเน่า กลิ่นฟุ้งเหม็นเต็มไปด้วยหนอ
ขึ้นตัวหนึ่ง ดึงประคตจากเอวของท่านออกมาผูกร่างหมาเน่านั้น
โยนไปคล้องคอพญามาร ให้บัดดล พร้อมทั้งสำทับว่า

"ใครก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นพระอินทร์ หรือพรหม
อย่าเอาหมาเน่าเนื้อออกจากคอพญามารได้"

ว่าแล้วขับไล่พญามารไปให้พ้นจากที่นั้น

พญามารผู้มีฤทธิ์ ถูกซากหมาเน่าคล้องคอก็หมดฤทธิ์เอาเสียจริง ๆ
จักเอาออกเองก็ไม่ได้ เพราะเมื่อเอาทั้งสองต้องสายประคตที่คล้องคอทีไร
ต้องมีไฟลุกขึ้นไหม้คอและไหม้มือทันที สุดจะแก้ไขด้วยตนเอง
จึงเหาะไปหาท้าวมหาราชทั้งสี่ให้ช่วยก็ไร้ผล
จึงเหาะต่อไปหาพระอินทร์ ท้าวยามา ท้าวสันดุสิต
ท้าวนิมิตเทวราช ตลอดจนท้าวสหัสบดีพรหม
ก็ไม่มีใครสามารถจะช่วยได้ท่านเหล่านั้นได้แต่แนะนำว่า

"พวกเราช่วยท่านไม่ได้หรอก เพราะพระเถระเป็นผู้มีฤทธิ์สูงยิ่ง
ขอให้ท่านกลับไปขอขมาท่าน และขอความเมตตาให้ท่านช่วยแก้ให้
ด้วยตัวท่านเองดีกว่า"

พญามารเมื่อได้ยินดังนั้น ก็จำเป็นจำใจต้องกลับไปหาพระเถระ
อ้อนวอนให้ช่วยเอาซากหมาเน่าออกจากคอให้

"ขอท่านได้โปรดเวทนาข้าด้วยเถอะ ข้ายอมแพ้ท่านแล้ว"
พญามารอ้อนวอน
"ช่วยเอาหมาเน่าออกจากคอข้าด้วย"

"ได้ซิ พญามาร"
พระอุปคุตเถระตอบ
"เชิญท่านตามเรามาทางนี้"

ว่าพรางเดินนำหน้าพญามาร ไปยังภูเขาใหญ่ลูกหนึ่ง
ดึงเอาร่างหมาเน่าออกจากคอพญามารโยนทิ้งลงเหว
และพร้อมกันนั้น เนรมิตสายประคตเอวให้ยาวออกและให้พันคอพญามาร
รวบรัดไว้กับภูเขาลูกนั้น อย่างแน่นหนา แล้วสำทับอีกว่า

"ท่านจงอยู่ที่นี่ จนกว่าพระเจ้าธรรมาโศกราชจะฉลองสถูปเจดีย์ครบ
๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน สำเร็จเสร็จสิ้นไปก่อน"

ว่าแล้วก็เดินจากไป โดยไม่เหลียวหลังหันมามองพญามารผู้น่าสงสารอีก

พญามารผู้สิ้นฤทธิ์ ถูกมัดอยู่กับภูเขาลูกนั้น ยืนตากแดดกรำฝน
ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัสอยู่เป็นเวลานานถึง ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน
และเมื่องานฉลองมหาสถูปของพระเจ้าธรรมาโศกราชสำเร็จลง
พระอุปคุตเถระจึงกลับมาหาพญามาร โดยครั้งแรกแอบอยู่ห่าง ๆ
เพื่อฟังเสียงพญามารว่าละพยศร้ายหรือยัง

พญามารเองเมื่อจากทิพยวิมานอันบรมสุข มารับทุกขเวทนาเช่นนี้
ก็ละพยศร้ายในสันดาน หวนนึกถึงพระพุทธโคดม
จึงกล่าวออกมาว่า

"เมื่อพระองค์สถิตภายใต้ต้นมหาโพธิ์
ข้าพระองค์ข้างจักราวุธอันคมกล้าไป
หมายจะปลงพระชนมชีพพระองค์
แต่จักรอันนั้นกลับกลายเป็นดอกไม้บูชาพระองค์
และแม้ข้าจะขว้างอาวุธอย่างอื่นไป
ก็กลับกลายเป็นดอกไม้บูชาพระองค์ทั้งหมด
คราวนั้น ข้าพ่ายแพ้แก่พระองค์
แต่พระองค์มิได้ลงโทษตอบข้าให้ได้รับความทรมานแต่ประการใด
บัดนี้ สาวกของพระองค์ช่างมีจิตใจเหี้ยมโหดทำร้ายข้า
ให้ข้าได้รับทุกข์ทรมานแสนสาหัสเหลือเกิน"

พญามารยิ่งคิดยิ่งโศกศัลย์และโกรธา เอาบาทกระทืบภูเขาเสียงดังสนั่น
และในที่สุด…ก็ระลึกถึงความปรารถนาของตนที่เคยตั้งไว้
ณ แทบพระบาทของพระกัสสปพุทธเจ้า
เมื่อครั้งเกิดเป็นโพธิเสนาบดี ก็ให้สลดใจสำนักบาป
ออกปากอุทานว่า

"โอหนอ เราทำกรรมหนักจริง ๆ ด้วยความริษยาแท้ ๆ
เราจึงเลวร้ายขนาดนี้ เอาละต่อไปนี้เราขอละจิตริษยาทั้งมวล
และขอตั้งมั่นอยู่ในคุณความดี ความเที่ยงธรรม
ความกรุณาอันสูงสุด เพื่อจะได้เป็นพระพุทธเจ้า
และเป็นที่พึ่งแกสัตว์ทั้งหลายทั้งมวลในอนาคต"

เมื่อพญามารกล่าวจบ พระเถระก็แสดงกายให้ปรากฏ
และตรงเข้าแก้มัดพญามารโดยทันที

"ดูก่อนพญามาร ขอท่านยกโทษให้ข้าด้วย"

พระเถระกล่าวขึ้น

"การกระทำของข้าครั้งนี้ แม้จะทรมานท่าน
แต่ก็เป็นประโยชน์ให้ท่านระลึกถึงพุทธภูมิที่ท่านเคยปรารถนาไว้
ตั้งแต่บัดนี้ไปท่านเป็นปูชนียบุคคลอบรมโพธิสัตว์
ที่ชาวโลกจะกราบไหว้บูชา"

ต่อจากนั้นพระเถระได้ขอให้พญามารเนรมิตกายเป็นพระพุทธองค์
เพื่อจะได้เห็นเป็นพุทธานุสติบ้าง ซึ่งพญามารก็รับคำ
แต่ขอร้องว่าเมื่อเห็นเขาเนรมิตกายเป็นพระพุทธองค์แล้ว
อย่างหลงกราบไหว้เป็นอันขาด เพราะจะให้เขาบาปหนัก

ครั้นแล้ว พญามารก็เนรมิตกายเป็นพระพุทธเจ้า
ประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ และฉัพพรรณรังสี อันวิจิตร
มีพระอัครสาวกเบื้องซ้าย เบื้องขวา แวดล้อมด้วย
มหาสาวกทั้งหลายเป็นบริวารเสด็จเยื้องย่างด้วยพุทธลีลาอันงดงามยิ่ง

พระเถระและพุทธบริษัทเห็นเช่นนั้น ก็เกิดความปีติยินดีสูงยิ่ง ถึงกับลืมตัว
พร้อมกันถวายนมัสการด้วยเญจางคประดิษฐ์สักการะบูชาด้วยกันทั้งสิ้น
เล่นเอาพญามารตกใจรีบกลับกลายร่างเดิม

"ทำไมท่านลืมสัญญามาไหว้ข้าเล่า"
พญามารท้วง

พระอุปคุตหัวเราะ
"พวกเรามิได้ไหว้ท่านหรอก เพียงแต่ไหว้สักการะบูชาพระพุทธเจ้าและพระสาวกต่างหาก"

"แต่ข้าก็บาปหนักนะท่าน"

"ไม่บาปหรอก ท่านได้ทำกุศลแก่พวกเราต่างหาก"
พระเถระยืนยันในที่สุด

จากนั้นพญามารก็กลับคืนสู่สวรรค์ ชั้นที่ ๖ วิมานของตน
และนับแต่นั้นมาพญามารได้มีจิตอ่อนน้อมเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา
หมดสิ้นน้ำใจริษยา และบำเพ็ญบารมีเพื่อพุทธภูมิต่อไปจนขณะนี้

พญามารจักได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า
"พระพุทธธรรมสามี"
เป็นพระพุทธเจ้าองค์เดียวในกัลป์นั้น
มีไม้รังเป็นที่ตรัสรู้ ในอนาคตกาลอีกไกลพ้น

 

อายุของเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตี
เทวดาผู้สถิตเสวยทิพยสมบัติ ณ สวรรค์ชั้นที่ ๖ นี้
มีอายุนานถึง ๑๖๐๐๐ ปีทิพย์
หรือเก้าร้อยยี่สิบเอ็ดโกฏิหกล้านปี ในเมืองมนุษย์


บุญของผู้ที่จะมาเกิดในสวรรค์ชั้น ๖
เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ต้องมีจิตบริสุทธิ์ มั่นอยู่ในศีล
มีศรัทธาสูงส่ง หมั่นบริจาคทาน มีพรหมวิหารธรรมประจำใจ
คิดเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ครั้นสิ้นชีพแล้ว
จักบังเกิดในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี
อันเป็นสวรรค์ชั้นสูงสุดแห่งนี้แล…

จาก 'ภูมิวิลาสินี' โดย พระธรรมธีรราชมหามุนี (วิลาศ ญาณวโร ป.ธ.๙)




แสดงความคิดเห็นที่นี่

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *