ธรรมสารสาธก

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์

ธรรมสารสาธก
บทความเรื่อง “ความพอดี”
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (วิน  ธมฺมสาโร  ป.ธ.๙)
วัดราชผาติการาม เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร
ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงยานเกราะ

เมือวันที่  ๑๑  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๒๐

       ท่านสาธุชนทั้งหลาย  วันนี้ จักบรรยายเรื่อง “ความพอดี” เรื่องความพอดีหรือไม่พอดีนี้ ในภาษาไทยเราพูดกันมาก เช่นปรารภเรื่องใครๆ ทำการงานผิดพลาด เราก็มักจะติว่าไม่พอดี หรือเกินพอดี คนที่ชอบพูดมาก เราก็ติว่าพูดเกินพอดี เกินสมควร ผู้เป็นหัวหน้าปกครองคน ถ้าละเอียดลออมากไป เราก็มักจะติว่าเคร่ง ครัดเกินพอดี  ถ้าปล่อยปละละเลย  ย่อหย่อนไป  ก็มักจะถูกติว่า  อ่อนแอ ไม่พอดี   เรื่องความพอดีนี้ ถ้าสังเกตที่ตัวคนจะเห็นได้ง่าย รับประทานอาหารน้อยไป ก็หิวโหย ร่างกายซูบผอม อย่างนี้น้อยไปไม่พอดี รับประทานอาหารจนอิ่มเกินไป ก็อึดอัด ทำให้ง่วงให้ซึม คนมีการงานแต่ทำน้อยไป การงานก็เสร็จช้า นี่ไม่พอดี ทำมากเกินไปจนถึงอดหลับ  อดนอน ไม่มีเวลาพักผ่อน การนั้นสำเร็จได้มาก แต่ร่างกายทนกรากกรำไม่ไหวทรุดโทรม นี่ก็เกินพอดี เวลาเดินเกรงจะเหนื่อย ค่อยๆ ย่าง ค่อยๆ เดิน ถึงที่ประสงค์ช้า นี่ย่อหย่อนไปไม่พอดี เดินอย่างรีบเร่งไม่รู้จักประมาณกำลังของตน ถึงที่ประสงค์เร็ว แต่ต้องเหนื่อยหอบบอบช้ำเสียกำลัง ต่อไปอาจจะเจ็บไข้เดิน ไม่ไหว
        คราวนี้ มาเทียบถึงพระปฏิปทาของพระพุทธเจ้า แรกทรงออกผนวช ไปศึกษาในสำนักอาฬารดาบสและอุทกดาบสตามลัทธิของ  ๒  ดาบสนั้น แต่ก็ไม่ได้สำเร็จสมพระประสงค์ นี้แสดงว่ายังย่อหย่อน ไม่พอดี จึงทรงลาอาจารย์ทั้ง ๒ ไปทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยา ต้องได้รับทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส จนถึงทรงลดพระกระยาหารจนซูบผอม ไม่มีพระกำลังแม้จะทรงดำเนินใกล้ๆ นี่แสดงว่ายังย่อหย่อนไม่พอดี จึงทรงลาอาจารย์ทั้งสองไม่ทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยา มาทรงบำเพ็ญเพียรทางจิตเฉพาะพระองค์ ก็ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในที่สุด นี่แสดงว่าทรงปฏิบัติพอดีๆ แต่ที่ว่าทรงปฏิบัติไม่พอดีเกินพอดีและพอดีนี้ เราสันนิษฐานว่า ท่านย่อหย่อนไม่พอดี ครั้นต่อมาทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยาจนพระกายซูบผอม ทรงได้รับทุกขเวทนา เราก็สันนิษฐานเอาเองว่าท่านทำเกินพอดี ครั้นมาทรงบำเพ็ญเพียรทางใจ ได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า เราก็ว่านี่แหละ ท่านคงปฏิบัติ พอดีๆ ล้วนแต่สันนิษฐานทั้งนั้น เพราะเรากับพระพุทธเจ้าไกลกันลิบลับอย่างฟ้ากับดิน
        พระเถระท่านหนึ่ง ท่านตอบศิษย์ของท่านซึ่งไปถามว่า คำว่าพอดีนั้นคืออย่างไร ท่านตอบขำๆ ว่า เหมือนพระออกบิณฑบาต ออกช้าเกินไปแต่ก่อนไก่โห่ ประชาชนยังไม่ตื่นออกมาตักบาต ก็ไม่ได้รับอาหารบิณฑบาต นี่ก็ไม่พอดี ออกไปเมื่อเวลาประชาชนเขาตักบาตนั่นแหละ ได้รับอาหารบิณฑบาต จึงจัดว่าพอดี นี่ก็ไม่ถูกไม่ตรงอีกนั่นแหละ เพราะบางคนบางท่านออกเช้า บางถิ่นบางท่านก็ออกสาย จึงไม่ได้เป็นข้อยุติว่าพอดีหรือไม่พอดี และที่พูดมาแล้วทั้งจะพูดต่อไปนี้ จะพูดเรื่องพอดีหรือ ไม่พอดี ถูกหรือผิดอย่างไรไม่รับรอง เพราะพูดอย่างชนิดเอาตัวเข้าไปเป็นเครื่องเปรียบเทียบ อย่างตัวผู้พูดนี้  ไม่เคยนอนหลับเวลากลางวัน เพราะรู้สึกตัวว่านอนเฉพาะกลางคืนก็พอแล้ว เห็นใครนอนกลางวันก็ไปติเขาว่านอนเกินพอดี เขาก็ศอกกลับเอาว่า ไม่นอนกลางวันนั่นแหละเกินพอดี ร่างกายต้องการพักผ่อน ต้องการนอน เมื่อได้นอนพักผ่อนเพียงพอแล้ว ร่างกายก็สบาย ก็จัดว่าพอดี
        คราวนี้จะหันเข้าหาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เมื่อคราวพระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธัมมจักกัปปวัตนสูตรปฐมเทศนา น่าจะทรงถือพระปฏิปทาที่พระองค์ทรงปฏิบัติมาเป็นหลัก จึงทรงแสดงทางเดินของใจ ๒  ทาง  ทางหย่อน  ๑  ทางตึงเครียดเกินไป ๑ ตรัสว่า  ๒  ทางนี้ไม่ควรดำเนินตาม  ทางย่อหย่อนทรงตำหนิว่า เป็นทางที่ต่ำ เป็นทางของชาวบ้าน เป็นทางของคนธรรมดาที่ยังต้องการ ที่ยังมีกิเลส ไม่ประเสริฐ ไม่ได้ประโยชน์ เรียกว่า กามสุขัลลิกานุโยค  คือประกอบตนให้ย่อหย่อน ตกไปในทางกาม ส่วนทางที่ตึงเครียดเกินไปในการทรมานตน ทำตนให้ลำบากเรียกว่า   อัตตกิลมถานุโยค  ทรงตำหนิว่าไม่ประเสริฐ ไม่ได้ประโยชน์อะไร  ทรงแนะนำให้ดำเนินตามทางสายกลาง ซึ่งเรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา ข้อปฏิบัติเป็นกลางๆ
        ท่านโบราณาจารย์ท่านพรรณาว่า ที่พระพุทธเจ้าทรงพระดำเนินจนได้บรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เพราะเทวดาแสร้งนิมิตพิณ ๓ สายให้ทรงเห็น คือ สายที่ขึงหย่อนเกินไป ดีดได้แต่ฟังไม่ไพเราะ เพราะขึงหย่อนเกินไป สายที่ขึงตึงเกินไป ดีดดังแต่มักขาด ต่อเมื่อขึงให้พอดีไม่หย่อนไม่ตึงเกินไป จึงจะดีดดังได้ตามประสงค์ ท่านว่าพระพุทธเจ้าทรงได้คติจากเทพนิมิตนี้ จึงได้ทรงปฏิบัติเป็นกลาง ๆ และได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นศาสดาเอกในโลก
        ทางสายกลางนี้ ทรงแสดงอริยมรรคมีองค์  ๘  ประการว่าเป็นทางสายกลาง แต่อริยมรรคมีองค์ ๘ ประการนี้ เป็นเพียงทางดำเนิน ไม่ใช่ความพอดีอย่างที่หมายกล่าวมาแล้วข้างต้น  ถ้าจะอุปมาอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการนี้เป็นทาง ความพอดีหรือไม่พอดีอยู่ที่ผู้เดินไปตามทาง เดินพอดีหรือไม่พอดี ถ้าเดินพอดีก็ถึงที่ประสงค์ ถ้าเดินไม่พอดีย่อหย่อนไปหรือเคร่งเครียดไปก็ไม่ถึงที่ประสงค์ จึงต้องเอาตัวผู้ปฏิบัติเข้าไปเทียบ คือเดินตามทางประกอบด้วยความอ่อนแอย่อหย่อน เดินไปอย่างธรรมดาๆ ปฏิบัติยังต้องการมีกิเลส ยังมีข้าศึก ไม่ได้ประโยชน์อะไร ที่ย่อหย่อนไปไม่ถึงพอดี ตึงเครียดเกินไป   ก่อความทุกข์ให้แก่ตัวเอง ยังมีข้าศึก มีกิเลสไม่ได้รับประโยชน์ นี่เป็นการเกินพอดี ยกสิ่งที่ย่อหย่อนให้สูงขึ้นและลดความตึงเครียดผ่อนลงมา ให้ส่วนที่ย่อหย่อนกับส่วนที่ตึงเครียดมาผสมกัน ตอนนี้แหละจะพบความพอดี
        วิธีที่จะตัดสินว่า พอดีหรือไม่พอดีนั้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระสูตรหนึ่ง ทรงยกอกุศลวิตก ๓ ประการ อกุศลวิตกเกิดขึ้นแล้ว อกุศลวิตกนั้นเบียดเบียนตนเอง เบียดเบียนทั้งผู้อื่น กั้นทางแห่งปัญญา ก่อความคับแค้นใจ ไม่เป็นไปเพื่อความสงบระงับ ฝ่ายกุศลวิตกเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ไม่เบียดเบียนตน ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่กางกั้นทางที่จะให้เกิดปัญญา ไม่ทำความคับแค้นใจเป็นไปเพื่อความสงบระงับ
        ตัดสินตามพระสูตรนี้ ก็ได้ความว่า คนที่มีใจที่ประกอบด้วยอกุศลวิตก  ๓  ประการ คือ ตรึกนึกคิดในเรื่องกาม ตรึกนึกคิดในเรื่องพยาบาทปองร้ายผู้อื่น ตรึกนึกคิดในเรื่องเบียดเบียนผู้อื่น ผู้เช่นนี้ทำอะไรไม่พอดีหรือเกินพอดี ฝ่ายผู้มีใจประกอบด้วยกุศลวิตก คือตรึกนึกคิดในทางที่จะออกจากกาม ตรึกนึกคิดในทางที่ไม่พยาบาทปองร้ายใคร ตรึกนึกคิดในทางที่ไม่เบียดเบียนใคร ผู้เช่นนี้แหละจึงทำอะไรพอดีๆ จึงได้ลงสันนิษฐานว่า พอดีหรือไม่พอดี อยู่ที่ใจมีอกุศลวิตกหรือกุศลวิตก ถ้าใจมีอกุศลวิตก ทำอะไรลงไปไม่พอดีหรือเกินพอดี ถ้าใจมีกุศลวิตกทำอะไรลงไปเป็นพอดี ๆ
       ได้พูดเรื่องความพอดีมานาน ขอยุติคำบรรยายไว้เพียงเท่านี้ ขอความสุขความสวัสดีจงมีแก่ท่านทั้งหลาย.




แสดงความคิดเห็นที่นี่

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *