พระฉันอะไรได้บ้าง

๑. สิ่งที่พระฉันได้เช้า-เที่ยง (ยาวกาลิก)
๒. สิ่งที่พระฉันได้ตลอดทั้งวัน (ยามกาลิก, สัตตาหกาลิก, ยาวชีวิก)
๓. สิ่งที่พระฉันไม่ได้ ห้ามแม้แต่การรับประเคน 
สิ่งที่พระฉันได้เช้า-เที่ยงได้กล่าวแล้วในข้อที่ว่าด้วยยาวกาลิก  กล่าวง่าย ๆ คือโภชนะ หรือภัตตาหารทั่ว ๆไป
สิ่งที่พระฉันได้ตลอดทั้งวัน (ยามกาลิก เก็บไว้ฉันวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง, สัตตาหกาลิก  เก็บไว้ฉัน ๗ วัน,  ยาวชีวิก เก็บไว้ฉันได้ตลอดชีวิต)  ท่านได้กล่าวไว้แล้วในกาลิกนั้นๆ ในที่นี้กล่าวรวม ๆ ว่าฉันได้ตลอดทั้งวัน  ตั้งแต่น้ำผลไม้ต่าง ๆ ที่ไม่มีกาก เภสัชทั้ง ๕ มีเนยใส เนยข้น  น้ำมัน  น้ำผึ้ง  น้ำอ้อย (น้ำตาล) และสิ่งที่ใช้ประกอบเป็นยา ที่นิยมใช้กันก็ได้แก่ มะขามป้อม  ผลสมอ  พริก  เกลือ กระเทียม และมีสิ่งอื่น ๆ ที่ท่านจัดเข้าในกลุ่มนี้  เช่น น้ำหวาน  น้ำอัดลม  ชา  กาแฟ  น้ำขิง ผงโกโก๊หรือช๊อกโกแล๊ตนั่นเอง (ต้องไม่มีส่วนผสมของอาหาร เช่นถั่วเป็นต้น)  หรือน้ำตาลรูปแบบต่าง ๆ ที่เป็นน้ำตาลหรือน้ำอ้อย ไม่มีส่วนผสมของอาหารอย่างอื่น ท่านก็อนุโลมเข้าในสิ่งที่จะพึงฉันได้ แม้ในวิกาล 
 
ในกลุ่มที่พระสามารถฉันได้ในเวลาวิกาลนี้  อาจแยกเป็น ๒ ประเภท ได้แก่ ๑.ปานะหรือน้ำปานะ หมายถึงน้ำผลไม้ต่าง ๆ ที่ควรแก่พระ (ที่ไม่ควร หรือลักษณะที่ไม่ควรก็มี)  ที่เหลือนอกจากนั้นเรียกว่า เภสัช
 
สิ่งที่พระฉันไม่ได้ ห้ามรับประเคน  ชาวบ้านไม่ควรนำถวาย  ก็ได้แก่ เนื้อดิบทุกชนิด ปลาร้าเมื่อจะทำน้ำพริก หรือประกอบส้มตำถวายพระ ต้องทำให้สุกเสียก่อน  นอกจากนี้ยังมีเนื้อต้องห้ามอีก ๑๐ ชนิด ได้แก่  เนื้อมนุษย์  เนื้อช้าง  เนื้อม้า  เนื้องู  เนื้อสุนัข  เนื้อหมี  เนื้อราชสีห์ (สิงโต) เนื้อเสือโคร่ง  เนื้อเสือดาว  เนื้อเสือเหลือง  เนื้อเหล่าแม้สุก ก็ห้ามนำเข้าประเคน  
บกพร่องประการใด  ผู้รู้แนะนำเพิ่มเติมได้




แสดงความคิดเห็นที่นี่

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *